“คิวเฟรช”เล็งผู้นำตลาดอาหารทะเลชุบแป้ง ออกสินค้าใหม่ ดันยอดขายแตะ400ล้าน
นายธนโชติ บุญมีโชติ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจกุ้ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมแบรนด์คิวเฟรช ครึ่งแรกปี 2566 มีรายได้ 130 ล้านบาท โดยสินค้าหลักจากสินค้ากลุ่มกุ้ง 42% ที่เหลือ 58% อาทิ ปลา และซีฟู้ดประเภทอื่น ๆ คาดว่าครึ่งหลังปี 2566 จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมีแผนออกสินค้าใหม่ที่มีราคาสูงขึ้น ทั้งผลิตภัณฑ์เจาะถึงผู้บริโภค และธุรกิจบริการร้านอาหาร คาดทั้งปี 2566 จะมีรายได้รวม 400 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนประมาณ 5% รวมถึงเพิ่มกลยุทธ์ผ่านสื่อสาร และล่าสุดเลือก “แบงก์ ธิติ มหาโยธารักษ์” เป็นพรีเซ็นเตอร์ของคิวเฟรช เพราะมีบุคลิกและไลฟ์สไตล์โดดเด่น ตอบโจทย์การเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมและสังสรรค์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อบิลอีก 10% จากซื้อผ่านอีคอมเมิร์ซเฉลี่ย 1,000-1,500 บาทต่อบิล และโมเดิร์นเทรดเฉลี่ย 200-300 บาทต่อบิล
ล่าสุด ได้เพิ่มสินค้าใหม่ เป็นกลุ่ม pre-fried shrimp (breaded) หรือ อาหารทะเลชุบแป้ง เป็นกุ้งชุบแป้งทอด 4 ซีรีส์ คือ กุ้งไส้เชดดาร์และครีมชีส, กุ้งเทมปุระ สไตล์ญี่ปุ่น พร้อมน้ำจิ้มเทมปุระ, ทอดมันกุ้ง พร้อมน้ำจิ้มบ๊วย และ กุ้งกรอบ พร้อมซอสทาร์ทาร์ ราคาแพ็คละ 145 บาท เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ กับชื่นชอบการสังสรรค์ในครอบครัว กลุ่มเพื่อน เพื่อนร่วมงาน กลุ่มเกมเมอร์ หรือสังสรรค์ในยามค่ำคืน ซึ่งปัจจุบันคิวเฟรชมีสินค้ามากกว่า 80 รายการ
นายธนโชติ กล่าวต่อว่า ภาพรวมอาหารทะเลชุบแป้ง มีมูลค่าประมาณ 2 พันล้านบาท โตปีละ 5-6% ซึ่งปัจจุบันแบรนด์คิวเฟรช ครองอันดับ2ของตลาดนี้ ตั้งเป้าภายใน 3-5 ปีจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง และมีรายได้เฉลี่ยปีละ 1 พันล้านบาท ซึ่งตลาดโตมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยแวดล้อม และการแข่งขัน และอุปสรรคในแต่ละปี อย่างปี 2565 หลังโควิดคลี่คลาย ทำให้ความต้องการทั่วโลกดีขึ้นรวดเร็ว จนผลิตไม่ทัน และสามารถทำราคาขายที่ดีขึ้นได้ แต่ในปีนี้ ด้วยกำลังซื้อโลกหดตัว ก็ส่งผลต่อสินค้าในเครือที่ส่งออกหดตัวตามไปด้วย ประมาณ 30% แต่ในส่วนของสินค้าอาหารทะเลชุปแป้งยังเป็นตลาดที่โตได้ หากมีการกระตุ้นตลาดต่อเนื่อง
“กำลังซื้อในประเทศ ในต่างประเทศครึ่งปีแรก ยังไม่ดี มากนัก น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีหน้า หลังปัจจัยที่มีผลต่อกำลังซื้อคลี่คลาย ส่วนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน ที่มีพรรคแกนนำรัฐบาลประกาศไว้ 600 บาทนั้น เชื่อว่าคงไม่ได้ปรับในอัตรานี้เร็วๆนี้ ซึ่งธุรกิจก็ต้องติดตามเรื่องนี้ ที่สามารถทดแทนต้นทุนค่าแรง คือ เพิ่มการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีมากขึ้น ” นายธนโชติ กล่าว
