หน้าแรก เศรษฐกิจ นโยบายเร่งด่ว...

นโยบายเร่งด่วน เพื่อไทยเสนอ ‘ครม.เศรษฐา’ ลุย

30.08.23 | 05:40 น.

นโยบายเร่งด่วน เพื่อไทยเสนอ ครม.เศรษฐาžลุย

พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะพรรคแกนนำ ตั้งเป้าเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด ภายหลังที่ประชุมรัฐสภา มีมติโหวตเลือก เศรษฐา ทวีสินŽ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนที่จะรอช้าไม่ได้ คือ การเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ที่กำลังรอรัฐบาลอำนาจเต็มของ เศรษฐาŽ และดรีมทีมเศรษฐกิจ ที่มี เศรษฐาŽ นายกฯ
ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั่งหัวโต๊ะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลเศรษฐารู้ดีว่าต้องเร่งขับเคลื่อนงานทันที หลังจากตั้งรัฐบาลเสร็จโดยจะไม่มีช่วงฮันนีมูน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนทางด้านเศรษฐกิจของพรรค พท. ที่จะต้องเร่งทำให้สำเร็จ จับต้องได้ตามความคาดหวังของประชาชน เพื่อเร่งคืนความเชื่อมั่นหลังจากจัดตั้งรัฐบาลแบบข้ามขั้ว

นโยบายที่พรรค พท.ประกาศในช่วงหาเสียงไว้ อาทิ นโยบายเกษตรและประมง เพิ่มรายได้เกษตรเป็น 3 เท่าภายในปี 2570 จากรายได้เฉลี่ย 10,000 บาท/ไร่/ปี เพิ่มเป็น 30,000 บาท/ไร่/ปี พักหนี้เกษตรกร 3 ปีทั้งต้น ปลดล็อกปัญหาประมงโดยยกเลิก พ.ร.ก.ที่เป็นผลพวงรัฐประหารทันที

นโยบายคมนาคม เน้นการพลิกโฉมระบบคมนาคมทั่วประเทศ รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้โดยสาร ติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้รถไฟชั้นสามทุกขบวน

นโยบายสาธารณสุข ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย นัดคิวออนไลน์ ไม่ต้องรอคิวนานๆ ระดมฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีให้เด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9-11 ปีทุกคน และผู้หญิงที่ยังไม่เคยรับเชื้อ HPV มีโรงพยาบาลประจำเขตครบทั้ง 50 เขต

Advertisement

นโยบายด้านเศรษฐกิจ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 เงินเดือนคนจบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือน ภายในปี 2570 กระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท ให้คนไทยทุกคนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป เปิดเขตธุรกิจใหม่เปิด (New Business Zone-NBZ) นำร่อง 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 3 ล้านล้านบาท ในปี 2570 ยกระดับสนามบินนานาชาติให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยว 120 ล้านคน และปริมาณการขนส่งสินค้า cargo จำนวน 3 ล้านตัน ภายในปี 2570

นโยบายด้านการเมือง จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้สมัครโดยสมัครใจ มุ่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อม

นโยบายการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านขั้นตอน Learn to Earn เพื่อเรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต โครงการ 1 นักเรียน 1 แท็บเล็ต และโครงการ 1 ครู 1 แท็บเล็ต เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาผ่านออนไลน์ โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) เรียนฟรีต้องฟรีจริง เพิ่มงบอาหารกลางวันและบริการรถรับส่งนักเรียนฟรี
ตรีเนตร สาระพงษ์ คณะนิติศาสตร์ ม.อุบลราชธานี มองว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยหลังการเป็นรัฐบาลคือการฟื้นฟูความน่าเชื่อถือที่ล้มละลายไปในช่วงการจัดตั้งรัฐบาล แนวทางเดียวที่จะฟื้นกลับมาได้คือการผลักดันนโยบายที่ทำให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด แต่เมื่อเห็นโฉมหน้า ครม.พอทำให้เห็นเค้าลางหน้าตา โดยกระทรวงสำคัญที่จะใช้ขับเคลื่อนนโยบายที่ให้สัญญาไว้กับประชาชน เช่น เกษตร แรงงาน พลังงาน อุตสาหกรรม มหาดไทย ล้วนตกอยู่ในมือพรรคอื่น พรรคที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีไปก็จะมุ่งเน้นไปขับเคลื่อนนโยบายของพรรคตนเอง และยิ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งมองว่าอาจไม่ง่าย เพราะพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วมาจับมือกับพรรคอนุรักษนิยม

เมื่อโฟกัสไปกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยได้ตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรี เช่น คลัง พาณิชย์
ดีอีเอส การท่องเที่ยว กลาโหม วัฒนธรรม ส่วนใหญ่ล้วนเป็นกระทรวงที่ขับเคลื่อนนโยบายที่จับต้องได้ยาก นโยบายไม่ถึงมือประชาชนทางอ้อม อาจไม่ตอบโจทก์การแก้วิกฤตศรัทธาของพรรค

เว้นแต่กระทรวงคมนาคมที่อาจขับเคลื่อนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งอาจช่วยเรียกศรัทธาจากคนกรุงเทพฯและปริมณฑลได้ ถือว่านโยบายนี้ควรทำเร่งด่วน รัฐบาลควรเข้ามาดูสัญญาที่ทำไว้กับภาคเอกชน เพื่อปรับปรุงข้อสัญญาให้มีการกำหนดเพดานราคาที่เหมาะสม

นโยบายที่ควรทำในทันที คือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ เพราะพรรคเพื่อไทยมีความถนัด และได้กุมอำนาจการบริหารกระทรวงด้านเศรษฐกิจเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันซอฟต์เพาเวอร์ รวมถึงนโยบายเงินดิจิทัล ที่ได้ให้สัญญากับประชาชนเอาไว้ อาจจัดอยู่ในหมวดหมู่นโยบายด้านเศรษฐกิจเพราะการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องระมัดระวังในแง่การใช้จ่ายเงินจำนวนมาก

เมื่อสแกนดูนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยต่อไปจะพบว่าหลายนโยบายอาจเกิดขึ้นได้ยาก ความยากอาจเกิดขึ้นจากเงื่อนไขในตัวของนโยบายเอง เช่น การขึ้นค่าแรง 600 บาท ในปี 2570 นโยบายนี้จะผูกติดกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงฝีมือแรงงาน และค่าครองชีพที่เป็นตัวกำหนดหลักในการปรับค่าแรง ดังนั้น การดันค่าแรงขึ้นหมายความว่า

รัฐบาลจะต้องดันให้เศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นด้วย และยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตกไปอยู่ในมือพรรคภูมิใจไทยด้วยแล้ว ถือว่าไม่ง่าย

หากมองในแง่ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยก็พบว่าส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ซึ่งนโยบายเหล่านี้หากพรรคเพื่อไทยทำได้ก็จะส่งผลกระทบต่อฐานเสียงที่กว้างของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะภาคเหนือกับภาคอีสาน แต่เมื่อเปิดนโยบายไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่ดินทำกิน การช่วยเหลือเกษตรกร การใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร กลับพบว่านโยบายข้างต้นล้วนแล้วแต่ต้องดำเนินการผ่านกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมาจากพรรคพลังประชารัฐและพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ก็จะเห็นได้ว่าเป็นพรรคที่ดำเนินนโยบายตามแนวทางการหาเสียงของพรรคตนเท่านั้น

การปล่อยให้ 2 กระทรวงหลุดมือไปจึงยิ่งทำให้ ส.ส.เจ้าของพื้นที่และหัวคะแนนจะยิ่งทำงานยากมากขึ้น
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า พรรคการเมืองที่จับขั้วรัฐบาลมีหลากหลายพรรค อาจทำให้การบริหารหรือดำเนินการนโยบายของพรรคมีความเป็นไปได้หรือไม่นั้น ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นรัฐบาลผสม ซึ่งไม่ใช่เป็นการจัดตั้งจากพรรคเพื่อไทยพรรคเดียว โดยนโยบายที่จะขับเคลื่อนก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีการเฉลี่ยการทำนโยบายภายในขั้วรัฐบาลที่มีการรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นๆ จึงมีการจัดสรรถึงตำแหน่งผู้ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายจะเป็นนักการเมืองจากพรรคอื่นๆ และอาจไม่ใช่นโยบายจากพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยคุมกระทรวงเศรษฐกิจหลัก เช่น คลัง คมนาคม และอื่นๆ ซึ่งต้องติดตามว่าการดำเนินนโยบายจะเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าการขับเคลื่อนจะเป็นมาตรการทางการคลัง สำหรับดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ขณะที่มาตรการทางด้านเกษตร ไม่ใช่ว่าเพื่อไทยจะทิ้งนโยบายที่มีไว้ แต่คาดว่าสุดท้ายการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองจะมีข้อสรุปต่อการทำนโยบายว่าแต่ละพรรคมีนโยบายที่เป็นข้อแตกต่างอย่างไร และจะร่วมกันขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในอนาคตอย่างไร

มองว่ารัฐบาลใหม่ควรจะเน้นนโยบายที่กระตุ้นกำลังซื้อระดับล่าง หรือลดค่าครองชีพ เนื่องภาพเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่ทั่วถึง กำลังซื้อระดับล่างยังอ่อนแอ ขณะที่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็น

ความหวังคือภาคการท่องเที่ยว แต่จะทำอย่างไรให้ภาคท่องเที่ยวเร่งแรงขึ้นกว่านี้ และเกิดการกระจายตัวมากกว่า อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามนโยบายที่เปิดเผยต่อสภาเป็นอย่างไร คงต้องรอผลสรุปต่อการดำเนินการในนโยบายต่างๆŽ อมรเทพกล่าวทิ้งท้าย