‘ไทยแลนด์พริวิเลจคาร์ด’ ปรับโฉมครั้งใหญ่-เปิดบัตรใหม่ราคาพุ่งแตะ 5 ล้าน เน้นดึงลูกค้าเป๋าหนัก
นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด ผู้ดำเนินงานโครงการบัตรสมาชิกพิเศษ ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด ภายใต้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปรับโฉมองค์กรใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์ ในการเป็นผู้นำระดับโลกที่ให้บริการด้านสิทธิพิเศษแก่บุคคลสำคัญเพื่อการพำนักระยะยาวในประเทศไทย โดยเปิดตัวบัตรใหม่ 4 ประเภท และเพิ่มราคาสูงขึ้น เริ่มต้นที่ 9 แสนบาทถึง 5 ล้านบาท หรือราคาเริ่มต้นเพิ่มขึ้น 50% ซึ่งผู้ถือบัตรใหม่สามารถเลือกสิทธิประโยชน์ได้ตามความสมัครใจ และยกเลิกจำหน่ายบัตรสมาชิกเดิม 8 ประเภท ส่วนสมาชิกเดิมจะดึงเข้ากลุ่มเข้าสมาชิกใหม่ โดยปรับตามเกณฑ์ของประเภทบัตรนั้นๆ แต่ยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์แบบเดิมหรือจะเลือกสิทธิประโยชน์ใหม่ก็ได้ตามความสมัครใจ

นายมนาเทศ กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ของบัตรทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ 1.บัตรรีเสิร์ฟ อัตราค่าธรรมเนียม 5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 20 ปีขึ้นไป โดยสามารถเข้าออกประเทศไทยในระยะยาว และสามารถต่ออายุได้ครั้งละ 5 ปี จ่ายค่าทำเนียมเพียง 10% ต่อปี จากปกติต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 25% ต่อปี คิดมูลค่าบัตร ณ เวลานั้น พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 120 คะแนน เพื่อนำไปใช้แลกสิทธิพิเศษที่เหนือระดับ ทั้งด้านที่พัก การอำนวยความสะดวกการเดินทาง การลงทุน การดูแลสุขภาพและอื่นๆ โดยเป็นบัตรเพียงประเภทเดียวที่ผู้สมัครต้องได้รับการเชิญเท่านั้น และจำกัดจำนวนสมาชิกปีละไม่เกิน 100 ท่านด้วย
2.บัตรไดมอนด์ อัตราค่าธรรมเนียม 2.5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 15 ปี มอบสิทธิพิเศษตลอดระยะเวลาการพำนักในประเทศไทย พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 55 คะแนน 3.บัตรแพลทินัม อัตราค่าธรรมเนียม 1.5 ล้านบาท อายุการเป็นสมาชิก 10 ปี พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 35 คะแนน เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม และ 4.บัตรโกล อัตราค่าธรรมเนียม 9 แสนบาท อายุการเป็นสมาชิก 5 ปี สำหรับการเข้าออกประเทศไทยระยะสั้น พร้อมรับคะแนนสะสมปีละ 20 คะแนน

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศแล้วกว่า 31,500 คน โดยนับเฉพาะปี 2566 มีรายได้ประมาณ 7,500 ล้านบาท มีสมาชิกบัตรเพิ่มขึ้นกว่า 11,500 คน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10,000 คนเท่านั้น เติบโต 210% เทียบจากรายได้ปี 2565 โดยบริษัทได้ส่งรายได้คืนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งเป็นบริษัทแม่แล้วจำนวน 765 ล้านบาท ซึ่งทุนจดทะเบียนที่รัฐให้มาในขณะนั้น อยู่ประมาณ 700 ล้านบาท” นายมนาเทศ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัทฯ เน้นเจาะ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยบ่อยๆ นักลงทุน (Affluent/ Investors), กลุ่มคนทำงานควบคู่ไปกับการพักผ่อนและการท่องเที่ยว (Workcation/Digital Nomads), กลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในเมืองไทย (Expats in Thailand) และผู้สูงอายุวัยเกษียณ (Retirees) พร้อมรุกตลาดในประเทศต่าง ๆ ที่มีศักยภาพ อย่างกลุ่มตลาดหลัก ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเกาหลี รวมถึงกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป บวกกับกลุ่มตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมดำเนินการเปิดตลาดในอนาคต อาทิ อินเดีย และประเทศในกลุ่ม GCC อาทิ ซาอุดิอาระเบีย


