ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยวันที่ 4 มกราคม 2560 ซึ่งเป็นการเปิดซื้อขายวันแรกของปี 2560 ว่าทันทีที่เปิดตลาดดัชนีขึ้นไปซื้อขายในแดนบวกทะลุ 1,550 จุดอีกครั้งซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2559 โดยเปิดตลาดที่ 1,548.49 จุด เพิ่มขึ้น 5.55 จุดหรือ 0.36% และเมื่อเวลา 10.10 น.ทำจุดสูงสุดที่ 1,551.99 จุด
ขณะที่ราคาทองคำประกาศโดยสมาคมค้าทองคำพบว่า ช่วงเช้าของวันที่ 4 มกราคม ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นถึงบาทละ 200 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 บาท ขายออกบาทละ 19,750 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 บาท ขายออกบาทละ 20,250 บาท ทองคำโลกอยู่ที่ 1,160 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ค่าเงินบาทอ่อนค่าจากปิดปี 2558 มาอยู่ที่ 35.94 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (4-6 ม.ค.) ว่าแรงซื้อของกองทุน RMF-LTF ที่น่าจะลดลงไปมากจะได้แรงซื้อของนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาแทน ตามภาวะตลาดต่างประเทศที่ยังดี ซึ่งจะหนุนให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อหุ้นกันต่อ แต่ตลาดจะมีความผันผวนสูง จากการขายทำกำไรช่วงสั้นของนักลงทุนที่ซื้อหุ้นไว้เมื่อปลายปี โดยมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรของตลาดคือรายงานประชุม FOMC ในวันที่ 5 ม.ค รวมถึงราคาน้ำมัน และการตอบรับของตลาดต่อนโยบายบริหารประเทศของนายทรัมป์
โดยกลยุทธ์ลงทุนที่แนะนำคือแม้เราจะมองทิศทางตลาดไปในทางบวกจากปัจจัยในฝั่งบวกที่มีมากกว่า แต่สำหรับนักลงทุนที่ไม่ต้องการเสี่ยงมาก ควรรอให้ดัชนีฯ ผ่าน 1,550 ขึ้นไปก่อนค่อยเข้าซื้อ อย่างไรก็ตามมองว่าถ้ามีการขายหุ้นออกมา โดยไม่ได้มีข่าวในเชิงลบของตลาด เชื่อว่าน่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในที่สุด ซึ่งจะเป็นจังหวะของการซื้อหุ้น โดยคาดว่าหุ้นกลุ่มที่มีแนวโน้มดีจะเป็นหุ้นบางตัวในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ , หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินบาท , หุ้นที่มีการคาดการณ์ผลประกอบการ 4Q ว่าจะออกมาดี หุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณ SET100-50 และหุ้นขนาดใหญ่บางกลุ่ม ที่ราคายังขึ้นมาไม่มาก เช่น หุ้นกลุ่มธนาคาร บล.KTBST มองดัชนีฯสัปดาห์นี้ จะผันผวนในกรอบ 1,521 – 1,566 จุด
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อตลาดนั้นได้แก่ 1.) นโยบายทรัมป์ Trump ต่อตลาดต่างประเทศ เพราะจะเริ่มมีความชัดเจนแล้วว่า นโยบายในการบริหารประเทศหลังตนเองขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ 20 ม.ค. นี้ จะเป็นแบบใด การตีข่าวในเรื่องนโยบายนี้ น่าจะเข้มข้นมากในช่วงสัปดาห์ที่ 2 และ 3 ของเดือน ม.ค. รวมถึงค่าเงินดอลล่าร์ที่จะสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯและทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯเอง การเผยรายงานประชุม FOMC 13-14 ธ.ค. ในวันที่ 5 ม.ค. อาจมีผลต่อตลาดด้วย และรายงานตัวเลข PMI ของจีนและยุโรป ที่เพิ่งออกมาในช่วงวันหยุด ส่วนใหญ่จะออกมาดี เป็นบวกต่อตลาด

