เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ชี้ 3 เทรนด์สุขภาพสำคัญแห่งอนาคต สังคมสูงวัย – สุขภาพจิต – โรคอุบัติใหม่ ชู “เมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ 2023” ดันศักยภาพไทยสู่ฮับการแพทย์อาเซียน
นายเกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เปิดเผยว่า จากการเติบโตของธุรกิจการแพทย์ และการลงทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ ในฐานะพันธมิตรที่จัดงานระดับโลกในไทยมากว่า 20 ปี พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจด้วยการจัดงานเมดิคอล แฟร์ ไทยแลนด์ 2023 ระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2566 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา และระหว่างวันที่ 16-22 กันยายน 2566 ในรูปแบบออนไลน์ โดยหวังว่างานนี้จะช่วยสนับสนุนประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการแพทย์นานาชาติ (Medical Hub)
“งานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ เป็นมหกรรมด้านการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 800 รายจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลกตอบรับมาร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกด้าน เช่น นวัตกรรมด้านเครื่องมือวินิจฉัย ระบบกำจัดเชื้อ อุปกรณ์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ ฯลฯ และพร้อมจะขยายธุรกิจและความร่วมมือทางการแพทย์ในตลาดอาเซียน และล่าสุดผู้จัดแสดงสินค้าภายในงานได้จองพื้นที่ต่างๆเต็มแล้ว”
ภายในงานเมดิคอลแฟร์ ไทยแลนด์ จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ 1.สตาร์ตอัพพาร์ค เพื่อสร้างความร่วมมือและต่อยอดทางธุรกิจ ผลักดันสตาร์ทอัพให้เติบโตควบคู่กับสุขภาพของประชาชน 2.พาวิลเลี่ยนดูแลสุขภาพชุมชน ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมและโซลูชั่นที่เกี่ยวข้องเทรนด์สุขภาพในอนาคต ทั้งระบบอัฉริยะและเครื่องมือในดูแลรักษาโรค เวชศาสตร์ผู้สูงวัย การฟื้นฟูสมรรถภาพ ฯลฯ และ 3.พาวิลเลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยไฮไลท์พิเศษที่เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปีนี้ นำเสนอนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านวัสดุ ผลิตภัณฑ์ แพคเกจจิ้ง และบริการขั้นสูง จนถึงไมโครโปรเซสเซอร์และนาโนเทคโนโลยี ซึ่งการเติบโตของวงการการเฮลธ์เทคนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการลงทุน และเศรษฐกิจในระดับมหภาค
ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์นวัตกรรม และสถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (IFI) กล่าวว่า IFI อยู่ภายใต้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เป็นสถาบันเฉพาะทางที่ส่งเสริมและสนับสนุนการนำการมองอนาคต (Foresight) มาใช้ในการติดตามแนวโน้มของสังคม เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาสังคมได้อย่างเป็นระบบ และเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว สำหรับประเทศไทย เพราะฉะนั้นต้องสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยยกระดับสุขภาวะของคนไทย รวมถึงต้องเตรียมรับมือกับการอุบัติของโรคใหม่ ดังนั้น การพัฒนาประเทศต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ไปพร้อมๆ กัน
นพ.ฆนัท ครุธกูล นายกสมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ กล่าวว่า งานวิจัยพบว่าทั่วโลกจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 21.5% ของประชากรทั้งหมด หรือกว่า 2,092 ล้านคน ในปี 2593 โดยประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด) ในปี 2576 และพบว่าผู้สูงอายุจำนวนมากมีกำลังทรัพย์ในการใช้จ่าย โดยมีธุรกิจที่เติบโตได้ดีในสังคมผู้สูงอายุ ได้แก่ ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ธุรกิจเกี่ยวกับความงาม และธุรกิจนำเที่ยวผู้สูงวัย โดยเฉพาะธุรกิจสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุ จากข้อมูลศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics พบว่า ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุจะได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างประชากรในปัจจุบันที่มีอัตราการมีลูกน้อยลงและลดการพึ่งพิงครอบครัว ทำให้มูลค่าของธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุขยายตัวแตะ 1.92 หมื่นล้านบาทในปี 2576

