รายงานพิเศษ
เนื่องจากความต้องการใช้บริการบรอดแบนด์ไร้สายในเมืองเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านที่สูงกว่าเดิม ทำให้ 6 GHZ กลายมาเป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่ในเอเชียแปซิฟิก
โดย : แอนโธนี ฮวง (Anthony Huang) และ สก็อตต์ ดับเบิลยู ไมน์เฮน (Scott W Minehane)
ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระบบ 5G มีบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในการส่งมอบบริการบรอดแบนด์ในประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การพัฒนา 5G ทั่วโลกรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
จากข้อมูลสมาคมผู้ให้บริการโทรคมนาคมโลก (GSA) พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 มีการใช้งานเครือข่าย 5G มากกว่า 250 เครือข่าย สถานีฐานระบบ 5G กว่า 4 ล้านสถานี ขณะที่จำนวนผู้ใช้ 5G มีจำนวนเกิน 1.2 พันล้านคน และมีอุปกรณ์มากกว่า 2000 รายการรองรับอีโคซิสเต็ม 5G จากจำนวนประชากรในเมืองที่หนาแน่นและจำนวนผู้ใช้ 5G ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปริมาณการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ทำให้ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านกลางเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการที่ประมาณการไว้สำหรับช่วงปีต่อ ๆ ไป
จากรายงานของสมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมโลก (GSMA) หัวข้อ “คลื่นความถี่ย่านกลาง 5G กับวิสัยทัศน์ปี 2573 (5G-Mid-Band-Spectrum-Needs-Vision-2030)”, ย่านความถี่ 2 GHz เป็นย่านความถี่แนะนำสำหรับช่วงปีระหว่าง 2568-2573 เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในแง่ของการใช้ดาวเทียม ประเทศในภูมิภาค APAC ส่วนใหญ่ใช้ย่านความถี่เฉพาะช่วง 200-300 MHz บนย่านความถี่ 3.5 GHz เท่านั้น ดังนั้น ช่วง 700 MHz ที่คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz (6425-7125MHz) และสามารถรองรับความต้องการได้มากกว่า และเป็นคลื่นความถี่ย่านกลางที่มีช่วงกว้างติดต่อกันในรูปแบบเดียวที่สามารถปิดช่องว่างระหว่างความต้องการคลื่นความถี่กับระบบการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบัน
หลายประเทศกำลังพิจารณาใช้คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า และ 6 GHz จะเป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ในอนาคตมากขึ้น บางประเทศยังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ในการให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลสำหรับในอนาคต
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบความครอบคลุมของพื้นที่บริการที่ใช้ย่านความถี่สูงกว่า 6 GHz ในประเทศไทย มาเลเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่ง TDRA องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ว่าได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ในระยะที่ 2 ของโครงการทดลองระบบ 5G ขั้นสูง (โครงการ 5G ขั้นสูง) โดยใช้ช่วง 400 MHz ในคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz และสามารถทำความเร็วได้ถึง 10 Gbps ซึ่งนับเป็นก้าวกระโดดในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และรองรับระบบเศรษฐกิจอนาคต (https://tdra.gov.ae/en/media/press-release/2023/tdra-announces-successful-completion-of-phase-ii-of-advanced-5g-trials) การทดสอบทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ช่วง 700 MHz ของคลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นแหล่งคลื่นความถี่ที่สามารถรองรับความต้องการของประเทศในภูมิภาค APAC ที่ซึ่งกำลังจะประสบความขาดแคลนคลื่นความถี่ย่านกลางในทศวรรษหน้านี้
ตัวอย่างเช่น จากคำชี้แจงเกี่ยวกับระบบ 6 GHz ของ IMDA องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในประเทศสิงคโปร์ บริษัทสิงเทล (Singtel) กล่าวว่า ปริมาณข้อมูลสำหรับระบบ 5G ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ระบบ 4G ภายในปี 2568 จึงจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านกลางมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการระบบ 5G ที่เพิ่มขึ้นใน เชิงศักยภาพการรองรับ (capacity) และปริมาณข้อมูล (throughput) บริษัทสิงเทล (Singtel) จึงเสนอให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ช่วง 6425-7125 MHz สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 5G ( https://www.imda.gov.sg/regulations-and-licences/regulations/consultations/consultation-papers/2023/public-consultation-on-proposed-allocation-of-6-ghz-band )
องค์กรกำกับดูแลกิจการชั้นนำบางรายกำลังดำเนินการผลักดันให้ใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา จีนประกาศใช้ระเบียบการจัดสรรความถี่วิทยุแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Regulations on Radio Frequency Allocation of the People’s Republic of China) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป โดยกำหนดความถี่ช่วง 6425-7125 MHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) การปรับปรุงกฎระเบียบที่ใช้ภายในประเทศครั้งนี้เป็นการกำหนดสถานะคลื่นความถี่เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ในระบบ 6 GHz และส่วน OFCA ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกิจการในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้เริ่มทำพิจารณ์เรื่องแผนการใช้คลื่นความถี่ 400 MHz ภายในช่วงความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz – โดยมีกำหนดการเปิดประมูลในปี 2568 และการขับเคลื่อนดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเซลลูลาร์ได้อย่างมีเสถียรภาพ และส่งเสริมการพัฒนาและนวัตกรรมการสื่อสารเคลื่อนที่
การประชุมกลุ่มเตรียมการสำหรับการประชุมใหญ่ระดับโลกว่าด้วยวิทยุคมนาคมขององค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT preparatory Group for WRC-23, APG 23-6) ครั้งสุดท้ายจัดขึ้นในนครบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประเทศภาคีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ต่างแสดงความร่วมมือสนับสนุนการกำหนดคลื่นถี่ย่าน 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) สังเกตได้ว่า ประเทศภาคีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) กว่าครึ่งสนับสนุนมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่ทั่วโลกในช่วงความถี่ 7025-7125 MHz ส่วนอีก 10 ประเทศสนับสนุนมาตรฐาน IMT ในช่วงความถี่ 6425-7025 MHz ในภูมิภาค 3 หรือภูมิภาค 1 และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
การเริ่มเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในข้างต้นทำให้การผลักดันในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) แสดงให้เห็นว่า ฉันทามติในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานฉบับเดือนตุลาคม 2565 ฉบับล่าสุดของ “วินซอร์ เพลส คอนซัลติ้ง” เรื่อง การปรับปรุงคลื่นความถี่ย่านกลางสำหรับมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล และระบบเครือข่ายไร้สาย (Windsor Place Consulting’s updated October 2022 Report: Optimising IMT and Wi-Fi mid-band spectrum) ซึ่งกล่าวถึงความจำเป็นในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และบทความในชุดการบริหารจัดการคลื่นความถี่องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) เกี่ยวกับความถี่ย่าน 6 GHz ซึ่งบริษัทฯเชื่อว่า การประชุม APG 23-6 เป็นวาระที่เหมาะสมต่อการกำหนดจุดยืนร่วมกันขององค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) และวางแนวทางกำหนดมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคม (IMT) ที่ใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ในการประชุม WRC-23 ต่อไป ขั้นตอนดังกล่าวเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อรับประกันต่อประชากรเมืองในภูมิภาคของเราให้สามารถใช้บริการบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงอย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคต

