หน้าแรก เศรษฐกิจ ธพว.เตรียมเดิ...

ธพว.เตรียมเดินหน้ากองทุนร่วมลงทุนใหม่ 500 ล.หนุนกลุ่มสตาร์ตอัพ เอส-เคิร์ฟ

4.01.17 | 12:59 น.

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารมีกองทุนร่วมลงทุนทั้งหมด 3 กอง วงเงินกองทุนรวมทั้งสิ้น 1,290 ล้านบาท แยกเป็น 1.กองทุนร่วมลงทุนในกิจการ เอสเอ็มอี กองทุนย่อยที่ 1 วงเงินกองทุน 500 ล้านบาท 2.กองทุนร่วมลงทุนพันธกิจ เอสเอ็มอี เชิงเกษตรและที่เกี่ยวข้อง วงเงินกองทุน 200 ล้านบาท และมติคณะกรรมการ ธพว.เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ขยายวงเงินเป็น 290 ล้านบาท และ 3. จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนในกิจการ เอสเอ็มอี กองทุนย่อยที่ 2 วงเงินกองทุนรวม 500 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการ ธพว.เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2559 โดยเน้นร่วมทุน เอสเอ็มอี เป้าหมาย สตาร์ตอัพ และ เอสเอ็มอี ขนาดย่อมและขนาดกลาง ใน เอส-เคิร์ฟ (S-curve) 5 อุตสาหกรรมคลัสเตอร์ในอนาคตตามนโยบายรัฐบาล โดยร่วมลงทุนรายละไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี และลงทุนไม่เกิน 49% ของทุนจดทะเบียนกิจการ ซึ่งขณะนี้ธนาคารได้คัดเลือกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด เป็นทรัสตีทำหน้าที่กำกับดูแลการบริหารจัดการกองทุน และบริษัท พีพีเอ็ม แอ็ดไวเซอรี่ เป็นผู้จัดการทรัสต์ ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนในปี 2560

นายมงคล กล่าวว่า ในปี 2559 การร่วมลงทุนของธนาคารเป็นไปตามเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมกลุ่ม S – Curve ตามนโยบายรัฐบาล ผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี สนใจเข้าร่วมนำเสนอ จำนวนรวม 75 ราย วงเงินรวมทั้งสิ้น 1,298 ล้านบาท ซึ่งมีหลากหลายธุรกิจอยู่ใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม แบ่งเป็น ด้านเกษตรแปรรูป 37% ด้านดิจิตอล 27% ออโตเมชั่น 20% เศรษฐกิจสร้างสรรค์13% และสุขภาพ 3 % ตามลำดับ ซึ่งคณะกรรมการร่วมลงทุน ของธนาคารอนุมัติในหลักการร่วมลงทุนธุรกิจกลุ่มสตาร์อัพ และ เอสเอ็มอี รวมทั้งสิ้น 20 กิจการ วงเงินรวม 345.20 ล้านบาท สามารถช่วยให้ก่อเกิดการจ้างงานเพิ่มประมาณ 400 ราย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 1,070 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารร่วมลงทุนกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพและธุรกิจ เอสเอ็มอี เพื่อสนับสนุนการเสนอแนวความคิดการบ่มเพาะธุรกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรม และสร้าง Co-Working Space และ Innovation Center ด้วย จำนวนเงิน 350 ล้านบาท

นายมงคล กล่าวว่า สำหรับกองทุนร่วมลงทุนในกิจการ เอสเอ็มอี กองทุนย่อยที่ 1 ธนาคารอนุมัติหลักการร่วมลงทุน 8 กิจการ วงเงิน 98 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะอยู่ในอุตสาหกรรมด้านเกษตรแปรรูปจำนวน 6 กิจการ อาทิ บริษัท ฟรุตต้า เนเชอรัล จำกัด ผู้ผลิตน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ บริษัท บ้านผลไม้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลไม้อบแห้งคุณภาพสูง เป็นต้น และที่เหลืออีก 2 กิจการอยู่ในกลุ่มดิจิตอล คือ บริษัทบิสซิเนส คอมแพ็ดทิทีฟ อินเทลลิเจนซ์ ธุรกิจซอฟต์แวร์ระบบวางแผนการผลิต (MRP) และบริษัท พียูยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์โปรแกรมบัญชีออนไลน์ โครงการร่วมลงทุนพันธกิจ เอสเอ็มอี เชิงเกษตรและที่เกี่ยวข้อง อนุมัติหลักการร่วมลงทุน 12 กิจการ วงเงิน 247.20 ล้านบาท นั้น โดยภาพรวมธนาคารลงทุนในกลุ่มเกษตรแปรรูปเป็นหลักเช่นกัน จำนวน 9 กิจการ อาทิ บริษัท โจลี่ แฟมิลี่ ธุรกิจผลไม้อบแห้ง บริษัท เวอร์จิ้น เอฟ แอนด์ บี จำกัด ผลิตและจำหน่ายทองม้วนเพื่อการส่งออก เป็นต้น และที่เหลือร่วมลงทุนกระจายในอุตสาหกรรมอื่นๆ กลุ่มออโตเมชั่น คือบริษัท ก้าวหน้าโลจิสติกส์ คอนซัลเทนท์ จำกัด ธุรกิจรับซื้อพืชไร่หัวมันและผลิตรถตัดใบมันที่จะใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มการเก็บเกี่ยวผลผลิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กลุ่มสุขภาพ บริษัทเชียงใหม่ไบโอเวกกี้ ผลิตผักอัดเม็ดอาหารเสริมจากธรรมชาติ และบริษัท พัชทรี ทัวร์ กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจนำเที่ยว ในกลุ่มครีเอทีฟ โดยจะนำความคิดสร้างสรรค์การนำเที่ยวรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองกลุ่มนักท่องเที่ยวให้เกิดความหลากหลายและสนับสนุนนโยบายรัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศต่อไป ซึ่งธุรกิจรายนี้เพิ่งได้รับการอนุมัติหลักการเข้าร่วมลงทุนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา