พลังงานชี้ลดค่าไฟทำได้ 15-25 สต. แต่รบ.เศรษฐาต้องอุ้มกฟผ. ห่วงผลิตก๊าซผิดนัด 600 ล้านลบ.ฟุต/วันดันต้นทุนพุ่ง ย้ำลดดีเซลได้ต้องใช้กองทุนฯกับภาษี จ่อกู้เพิ่ม 5.5 หมื่นล้าน ผวาแอลพีจีตลาดโลกพุ่ง
รายงานข่าวจากวงการพลังงาน แจ้งว่า กรณี นายเศรษฐา ทวีสิน รองนายกรัฐมนตรี เตรียมประกาศลดราคาน้ำมันดีเซลและค่าไฟในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดแรกว่า จากการหารือกับกระทรวงพลังงานพบว่ารัฐบาลสามารถทำได้หากมีนโยบายชัดเจนออกมา โดยต้องมาดูเครื่องมือว่ามีอะไรบ้าง และสถานการณ์ต้นทุนพลังงานแท้จริงเป็นอย่างไร หากลดจะทำได้มากน้อยแค่ไหน กรณีค่าไฟงวด4 (กันยายน-ธันวาคม2566) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศอัตราค่าไฟไว้ที่ 4.45 บาทต่อหน่วย หากรัฐบาลจะลดค่าไฟงวดใหม่นี้เบื้องต้นอาจลดได้ประมาณ 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 4.10-4.20 บาทต่อหน่วย โดยส่วนลดดังกล่าวรัฐบาลต้องเข้าช่วยเหลือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่รับภาระหนี้อยู่ 1.1 แสนล้านบาท
“หากรัฐบาลเข้าช่วยเหลือกฟผ. ทำให้สถานะทางการเงินดีขึ้น แลกกับการลดค่าไฟก็สามารถทำได้ อยู่ที่วิธีการ อาจให้กระทรวงเข้าดำเนินการ เพราะกฟผ.รับภาระต้นทุนอยู่ หากไม่ได้รับการชำระหนี้คืนจะกระทบต่อการบริหารความมั่นคงไฟฟ้า การซ่อมบำรุง ตลอดจนเงินก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ “รายงานข่าวระบุ
รายงานข่าวระบุว่า อีกวิธีที่รัฐบาลสามารถลดค่าไฟได้คือการบริหารราคาก๊าซธรรมชาติให้เป็นธรรมกับประชาชนมากที่สุด ล่าสุดได้รับข้อมูลว่าก๊าซธรรมชาติแหล่งเอราวัณที่รับผิดชอบโดย บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่เคยยืนยันว่าภายในสิ้นปี2566 จะได้ถึง 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจะไม่ได้ตามแผนที่ประกาศไว้ ซึ่งแหล่งก๊าซดังกล่าวมีความสำคัญต่อต้นทุนค่าไฟเพราะราคาถูกที่สุด เรื่องนี้กระทบคาดการณ์การนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ต้องนำเข้าเพิ่มและราคาแพงขึ้นซึ่งปกติแอลเอ็นจีแพงกว่าก๊าซฯในอ่าวไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องเข้ามาดูแลการบริหารก๊าซของปตท.สผ.อย่างจริงจัง
รายงานข่าวระบุอีกว่า สำหรับกรณีราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันราคาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร หากจะลดราคาเบื้องต้นมี 3 แนวทางที่สามารถทำได้ ประกอบด้วย 1.ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแล 2.ใช้ภาษีสรรพสามิตดีเซลเข้าดูแล และ3.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันมี 2 วิธีที่ทำได้รวดเร็วคือ กองทุนฯ กับ ภาษี โดยอาจใช้ดูแลร่วมกัน ซึ่งปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯอุดหนุนดีเซลอยู่ที่ 6.43 บาทต่อหน่วย หากเกลี่ยให้กองทุนฯรับภาระส่วนหนึ่ง และภาษีสรรพสามิตดีเซลที่เก็บอัตรา 5 บาทต่อลิตรดูแลอีกส่วนหนึ่ง เพราะหากใช้กองทุนฯทางเดียว การอุดหนุนจะสูงกว่านี้ซึ่งกองทุนฯเป็นหนี้อยู่ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2566 ติดลบอยู่ที่ 55,091 ล้านบาท แบ่งเป็น บัญชีน้ำมันติดลบ 10,375 ล้านบาท และบัญชีแอลพีจีติดลบ 44,716 ล้านบาท
รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้กรณีแอลพีจีล่าสุดคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมัน(กบน.) กบน.ตรึงราคาแอลพีจีต่ออีก 1 เดือน ถึงวันที่ 30 กันยายน ส่งผลราคาขายปลีกยังคงอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม(กก.) ปัจจุบันราคาตลาดโลกเฉลี่ยช่วงวันที่ 7 – 18 สิงหาคม 2566 อยู่ที่ 561.72 เหรียญสหรัฐต่อตัน ช่วงฤดูหนาวราคาขาขึ้น ล่าสุดเดือนตุลาคมประมาณ 574 เหรียญสหรัฐต่อตัน และปัจจุบันหนี้กองทุนสูงมาก น่าสนใจว่ารัฐบาลจะบริหารอย่างไร จะตรึงต่อหรือลดราคา ซึ่งการลดราคารัฐบาลต้องมีแนวทางสนับสนุนทางเงินที่ค่อนข้างสูง
รายงานข่าวระบุว่า นอกจากนี้ยังมีหนี้จากการกู้ตามพระราชกำหนดผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท บรรจุในหนี้สาธารณะปี 2566 ไว้ที่ 1.1 แสนล้านบาท ปัจจุบันกู้แล้ว 5.5 หมื่นล้านบาท ขณะนี้จ่ายดอกเบี้ยจะเริ่มจ่ายเงินต้นปี2567 และเตรียมกู้เพิ่มอีก 5.5 หมื่นล้านบาทจากธนาคารกรุงไทยและออมสิน ขณะนี้ออกหนังสือเชิญชวนธนาพาณิชย์แล้ว คาดกระบวนการบิ้ดดิ้งได้ธนาคารปล่อยกู้ภายในเดือนกันยายนนี้ โดยการกู้ดังกล่าวสาเหตุมาจากวิกฤตราคาน้ำมันจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนกองทุนเป็นหนี้ 1.3 แสนล้านบาท และเวลานั้นกองทุนต้องอุดหนุนดีเซลกว่า 10 บาทต่อลิตร จนต่อมากระทรวงการคลังลดภาษีดีเซล 5 บาทต่อลิตร ถือเป็นวิกฤตครั้งสำคัญ และปัจจุบันสถานการณ์ยังผันผวน ดีเซลโลกราคาแพงจนต้องอุ้มถึง 6.43 บาทต่อหน่วย

