ตลาดคอนโดวูบ เน้นเช่ามากกว่าซื้อ แห่ผุดโครงการเพื่อลงทุน-ปล่อยเช่า

ตลาดคอนโดวูบ เน้นเช่ามากกว่าซื้อ แห่ผุดโครงการเพื่อลงทุน-ปล่อยเช่า

เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) เปิดเผยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในครึ่งปีแรก 2566 ยังคงมีปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่เต็มที่ ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นที่ส่งผลทำให้ความสามารถการซื้อที่อยู่อาศัยปรับตัวลง ภาวะอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของจีดีพี และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีผลยอดโอนกรรมสิทธิ์และยอดขายใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อยู่อาศัยที่ยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร และยังต้องการมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจนและตรงจุด เพื่อให้คนอยากซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มทั้งอยู่อาศัยเองหรือเพื่อการลงทุน เช่น เลิกหรือผ่อนเกณฑ์ LTV เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการมียอดขายเพิ่มแต่โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากแบงก์เข้มการปล่อยสินเชื่อ

“คาดการณ์ปี 2566 จะมีหน่วยโอนฯ 336,062 หน่วย ลดลง -14.5 % คิดเป็นมูลค่า 977,593 ล้านบาท ลดลง -8.2%เป็นหน่วยการโอนฯแนวราบ 251,635 หน่วย ลดลง -11.9% มีมูลค่าโอนฯ 728,092 ล้านบาท ลดลง -6.2%ส่วนห้องชุดมีหน่วยโอนฯ 84,427 หน่วย ลดลง -21.2% มีมูลค่าโอนฯ 249,501 ล้านบาท ลดลง -13.5% สำหรับในปี 2567 คาดการณ์จะมีหน่วยโอนฯ 349,910 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% คิดเป็นมูลค่าโอนฯ 1,022,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6%” นายวิชัยกล่าว

นายวิชัยกล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมที่เริ่มแผ่วลงทั้งยอดโอนและยอดขาย ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ใหม่ เพื่อรักษารายได้ ขยายฐานลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายบริษัทหันไปทำคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนและปล่อยเช่าโดยเป็นผู้บริหารและหาผู้เช่าให้ คู่ขนานไปกับการขายขาด หลังกำลังซื้อในตลาดอ่อนแอและพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่จะนิยมการเช่ามากกว่าซื้อหรือในยุคเงินเฟ้อสูงทางกลุ่มเป็นนักลงทุนจะนิยมซื้อมากขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนดีกว่านำเงินไปฝากแบงก์

Advertisement

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมที่ซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่าขยายตัวมากขึ้น หลังโควิดคลี่คลาย นักท่องเที่ยวเริ่มกลับมา ซึ่งลูกค้าต่างชาติที่มาเที่ยว รวมถึงพนักงานบริษัทข้ามชาติหรือExpat ที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยจะนิมเช่าระยะยาว ขณะที่ตลาดเช่าสำหรับคนไทยก็เติบโตมากขึ้นเช่นกัน เพราะในช่วง 3 ปีจากโควิด ในส่วนของกลุ่มเฟิร์สต์จ็อบเบอร์หรือกลุ่มเริ่มต้นทำงานจะซื้อคอนคอนโดมิเนียมน้อย เพราะรายได้ยังไม่ค่อยมั่นคงและเช่าอยู่กันมากกว่า ประกอบกับธุรกิจโรงแรมเป็นกึ่งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หลังโรงแรมกลับมาฟื้นตัว ไม่ทำตลาดเช่าระยะยาว คนจึงหันมาเช่าคอนโดมิเนียมและทำให้ปริมาณการเช่าเพิ่มขึ้น จึงทำให้กลุ่มนักลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนมากขึ้น

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด(AREA) เปิดเผยผลการสำรวจห้องชุดในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต พบว่าห้องชุดเกิดขึ้นมากเป็นพิเศษ และกว่าครึ่งเป็นห้องชุดปล่อยเช่า ตลาดนี้ยังจะเติบโตต่อไป แต่ใช่ว่าจะเป็นในทุกมหาวิทยาลัย ในครึ่งแรกของปี 2566 มีโครงการที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นรอบๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต 2,593 หน่วย โดยส่วนมากเป็นห้องชุดถึง 2,316 หน่วย หรือ 89% ส่วนที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัยอื่น เช่น บ้านแฝดราคา 3-5 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท ส่วนห้องชุดที่เปิดขายปีนี้ เป็นระดับราคา 2-3 ล้านบาท

นายโสภณกล่าวว่า หากคิดรวมทั้งสินค้าเก่าและใหม่ที่อยู่ในมือผู้ประกอบการและยังเหลือขายมาจนถึงกลางปี 2566 ยัง 2,633 หน่วย โดยกลุ่มใหญ่สุดกลับเป็นทาวน์เฮาส์ 1,522 หน่วย หรือ58% ของทั้งหมด ส่วนห้องชุดมี 506 หน่วย หรือ 19% นอกนั้นเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ตึกแถว

“ห้องชุดที่ยังเหลือขายมากสุดเป็นราคา 1-2 ล้านบาท แสดงว่าสินค้าห้องชุดในพื้นที่นี้ ขายในราคาปานกลางค่อนข้างถูกคือไม่เกิน 3 ล้านบาท อาจเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษา บุคลากรในมหาวิทยาลัย คนทำงานในบริเวณใกล้เคียงนั่นเอง” นายโสภณกล่าว และว่า นอกจากนี้ห้องชุดที่มีผู้ซื้อไว้ส่วนมาก 50% เป็นห้องชุดที่มีผู้เช่าอยู่เป็นหลัก ที่ซื้อไว้และอยู่อาศัยเองมีเพียง 30% ที่เหลือ 20% ยังปล่อยว่างอยู่ อาจรอขายปล่อยเช่าหรือมาอยู่เองในภายหลังก็ได้ ดังนั้นห้องชุดในพื้นที่นี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อผู้ซื้ออยู่เองเป็นสำคัญ แตกต่างจากพื้นที่อื่นที่ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ผู้ซื้ออยู่เองถึง 50-60% ของห้องชุดในหนึ่งโครงการ

“นักศึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องนิยมอยู่ห้องชุดมากกว่าอพาร์ตเมนต์ให้เช่า เพราะโครงการอาคารชุดมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น สระว่ายน้ำ พื้นที่สันทนาการที่เพิ่มขึ้น เช่น รับแขก ปิกนิก ห้องทำงานร่วมกันแบบโคเวิร์กกิ้งสเปซ จึงทำให้ผู้เช่านิยมอยู่ในโครงการอาคารชุดมากกว่าจะเช่าอพาร์ตเมนต์ทั่วไป” นายโสภณกล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image