หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดแผน ทอท. ...

เปิดแผน ทอท. อัพเกรดสนามบิน รุกบูมเที่ยวไทย

2.09.23 | 06:29 น.

เปิดแผน ทอท. อัพเกรดสนามบิน รุกบูมเที่ยวไทย

นับตั้งแต่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีป้ายแดง เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เรื่องแรกที่ได้เข้ามารับฟังปัญหาและพร้อมเดินหน้า คือ เรื่องของสายการบิน เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ตอนนี้กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการ

ผลักดันเศรษฐกิจของประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไป ภาคการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ว่าที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเข้ามาแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เผยว่า เบื้องต้นได้รับนโยบายจากนายเศรษฐา ให้เร่งบริหารจัดการความแออัดภายในสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง รวมถึงแก้ปัญหาบัตรโดยสารแพงให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อเป็นการจูงใจและรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในช่วงไฮซีซั่นนี้

“ทอท.จะบริหารตารางการบินและให้สายการบินเพิ่มเส้นทางบินไปยังเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ ภูเก็ต และเชียงใหม่ เพื่อให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น เป็นแก้ปัญหาในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ทอท.ยังได้กำหนดเปิดให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) สนามบินสุวรรณภูมิอย่างไม่เป็นทางการ ในวันที่ 28 กันยายน 2566 นี้”

Advertisement

“เบื้องต้นจะมีสายการบินให้บริการ 3 สายการบิน ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ สายการบินเวียตเจ็ท และสายการบินเอมิเรตส์ จะให้บริการรวมประมาณวันละ 12 เที่ยวบิน ถือเป็นช่วงทดลองการให้บริการและทดสอบอุปกรณ์ไปด้วยเพื่อความมั่นใจ”

กีรติกล่าวว่า จากนั้นจะประเมินผล คาดว่าจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบประมาณเดือนธันวาคม 2566 จะย้ายผู้โดยสารส่วนใหญ่มาใช้บริการที่อาคาร SAT-1 เพิ่ม เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการลดความแออัดของอาคารผู้โดยสารหลัก และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี  ที่สำคัญ เมื่อเปิดอาคาร SAT-1 จะไม่มีการใช้ Bus Gate อีกต่อไป สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ การใช้ Bus Gate ถือเป็นระดับบริการที่ไม่ดีนัก เนื่องจากผู้โดยสารจะไม่ได้รับความสะดวก

ผู้บริหารใหญ่ ทอท.ยังกล่าวต่อว่า ทอท.ยังเตรียมนำแผนการลงทุนโครงการใหม่ ใช้วงเงินลงทุนประมาณ 180,000 ล้านบาท เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลใหม่พิจารณาอนุมัติ เพื่อรองรับการท่องเที่ยวและผู้โดยสารที่มากขึ้น จะเพิ่มขีดความสามารถสนามบินเดิมให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 รองรับผู้โดยสารได้ 200 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย

1.สนามบินสุวรรณภูมิ สร้างส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกของอาคารผู้โดยสาร วงเงิน 8,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี เริ่มสร้างปี 2567 เสร็จปี 2570 และส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันตกของอาคารผู้โดยสาร วงเงิน 8,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคนต่อปี

2.ขยายสนามบินดอนเมืองระยะที่ 3 วงเงิน 36,000 ล้านบาท เริ่มสร้างปี 2568 เสร็จปี 2570 รองรับผู้โดยสารได้ 50 ล้านคนต่อปี ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 พื้นที่ 160,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) รองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ และปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหลังที่ 1 และ 2 ปัจจุบัน พื้นที่ 240,000 ตร.ม. รองรับผู้โดยสารในประเทศ

3.ขยายอาคารผู้โดยสารสนามบินภูเก็ตจากปัจจุบันรองรับได้ 12 ล้านคนต่อปี เป็น 20 ล้านคนต่อปี วงเงิน 10,000 ล้านบาท เสร็จในปี 2568 ในช่วงที่เราปรับปรุงของเดิม จะศึกษาสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ จ.พังงา คาดว่าใช้เงินลงทุนประมาณ 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยแบ่งเบาสนามบินภูเก็ต

4.สร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่สนามบินเชียงใหม่ วงเงิน 10,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 18 ล้านคนต่อปี ส่วนสนามบินแม่ฟ้าหลวงเชียงราย และหาดใหญ่ ได้เตรียมงบปรับปรุงไว้ด้วยเช่นกัน

ส่วนปัญหาเรื่องการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระล่าช้านั้น กีรติกล่าวว่า ทอท.เข้าแก้ไขเรียบร้อยแล้ว จากที่เคยมีปัญหาการลำเลียงสัมภาระใบแรก (First Bag) ล่าช้าเกินกว่า 30 นาที และใบสุดท้าย (Last Bag) เกิน 60 นาที ปัจจุบันกระเป๋าใบแรกไม่เกิน 20 นาที ส่วนกระเป๋าใบสุดท้าย ไม่เกิน 45 นาที และมีที่เกินมาตรฐานในสัดส่วนประมาณ 1.8% เท่านั้น ถือว่าอยู่ในมาตรฐาน

สำหรับการประมูลเพื่อคัดเลือกผู้ให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รายที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการนั้น ขณะนี้เอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) จัดทำเสร็จแล้ว คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในเดือนตุลาคม 2566 ได้ผู้ชนะประมาณเดือนพฤศจิกายน 2566 และเริ่มให้บริการในปี 2567 จะเพิ่มศักยภาพในการให้บริการภาคพื้น และการให้บริการผู้โดยสารที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน สนามบินสุวรรณภูมิ มีผู้ให้บริการภาคพื้น จำนวน 2 ราย ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟลท์เซอร์วิส จำกัด (บีเอฟเอส)

ส่วนการโอนย้ายสนามบินของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ในมาอยู่ในการดูแลของ ทอท.นั้น กีรติยืนยันว่ามีความพร้อมของการเข้าบริหารท่าอากาศยานภูมิภาคของกรมท่าอากาศยาน ที่ ครม.อนุมัติไว้แล้วจำนวน 3 แห่ง ประกอบด้วย อุดรธานี บุรีรัมย์ และกระบี่ นายกรัฐมนตรีได้รับทราบพร้อมผลักดัน

แผนรับโอนท่าอากาศยานภูมิภาค อีกทั้งยังได้กำชับให้ ทอท.มองการลงทุนรับโอนส่วนของท่าอากาศยานอื่นๆ ที่ไม่ทำกำไรในปัจจุบัน และนำไปพัฒนาให้เกิดกำไร

“โดยความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าว ขณะนี้กรมท่าอากาศยานยังอยู่ในขั้นตอนขอใบรับรองสนามบินสาธารณะ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาออกใบอนุญาตจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) คาดว่าจะเรียบร้อยภายในเดือนตุลาคม 2566 คาดว่าหากไม่มีข้อติดขัดจะเริ่มดำเนินการโอนสิทธิบริหารสนามบินทั้ง 3 แห่งได้เรียบร้อย ภายในสิ้นปี 2566 นี้ โดย ทอท.เตรียมพร้อมเรื่องงบประมาณในการลงทุนเพื่อยกระดับการให้บริการไว้แล้ว”

กีรติ ระบุอีกว่า ตอนนี้ ทอท.พร้อมลงทุนในทุกโครงการตามแผน และพร้อมรับนโยบายรัฐบาลในการช่วยพัฒนาบริการผู้โดยสาร เรื่องของการรับโอนสนามบินภูมิภาค รัฐบาลก็ตอบรับที่จะผลักดันต่อ อีกทั้งขณะนี้กระทรวงคมนาคมยังมีนโยบายให้ ทอท.ศึกษาความเป็นไปได้ในการรับโอนสนามบินจาก ทย.เพิ่มเติมอีก 6 แห่ง ทาง ทอท.ก็เตรียมเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาด้วย

สำหรับ 6 ท่าอากาศยานภูมิภาค ที่ ทอท.จะพิจารณาเข้าไปรับโอนมาบริหารเพิ่มเติม ส่วนใหญ่จะเป็นท่าอากาศยานที่มีศักยภาพอยู่แล้ว และสามารถสนับสนุนให้ ทอท.ทำเส้นทางการบินเชื่อมต่อระหว่างภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ท่าอากาศยานพิษณุโลก ท่าอากาศยานแม่สอด ท่าอากาศยานอุบลราชธานี ท่าอากาศยานขอนแก่น ท่าอากาศยานตรัง และท่าอากาศยานระนอง

ทั้งหมดนี้เป็นแผนที่ ทอท.เตรียมรองรับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องการบูมเรื่องการท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง