รบ.เศรษฐาลุยแจกเงินดิจิทัล1หมื่น ท้าทายคลัง-การเงินประเทศ หวังผลงานเรือธงบูสต์เศรษฐกิจ
เป็นที่น่าจับตามอง เมื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย โดยนายเศรษฐามีดีกรีเจ้าพ่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เคยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หลายคนจึงคาดหวังว่า จะเป็นยุคทองของรัฐบาล ในการบริหารเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้
ซึ่งนโยบายที่ประชาชนต่างให้ความสนใจ คือ “กระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท” ที่นายเศรษฐาใช้หาเสียงตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่จะผลักดันเป็นนโยบายแรก
รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน กำหนดช่วงเวลาประสบผลสำเร็จภายในปี 2570 ได้แก่ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน ภายในปี 2570 เงินเดือนคนจบปริญญาตรีเริ่มต้นที่ 25,000 บาทต่อเดือน เปิดเขตธุรกิจใหม่นำร่อง 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และหาดใหญ่ เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวเป็น 3 ล้านล้านบาท ยกระดับสนามบินนานาชาติให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยว 120 ล้านคน และปริมาณการขนส่งสินค้า cargo จำนวน 3 ล้านตัน
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายเร่งด่วนด้านอื่นๆ นโยบายเกษตรและประมง เพิ่มรายได้เกษตรเป็น 3 เท่า นโยบายพลิกโฉมระบบคมนาคมทั่วประเทศ รถไฟฟ้า กทม. 20 บาทตลอดสาย และนโยบายสาธารณสุข ยกระดับ 30 บาทรักษาทุกโรค บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย นัดคิวออนไลน์ เป็นต้น
⦁ตั้งเป้าแจกเงินดิจิทัล ต้นปี’67
สำหรับ “กระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท” ตั้งเป้าแจกให้คนไทยทุกคนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นวัยทำงานตามกฎหมาย โดยผู้ที่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ อาทิ คนพิการ คนชราอยู่แล้ว จะได้รับเต็มจำนวน ทั้งนี้ ประชาชนที่เข้าข่ายได้สิทธิ ไม่ต้องทำการลงทะเบียน เพราะจะใช้ระบบผูกกับบัตรประชาชน โดยสามารถใช้สิทธิซื้อสินค้าและบริการได้ที่ร้านค้าในรัศมี 4 กิโลเมตร จากที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน อย่างไรก็ตาม เงินดิจิทัลดังกล่าวต้องใช้หมดภายใน 6 เดือน ซึ่งจะใช้ทั้งหมดทีเดียวหรือทยอยใช้จ่ายก็ได้ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ช่วงต้นปี 2567
หากคำนวณจำนวนเป้าหมายตามนโยบายดังกล่าว จะพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิราว 56 ล้านคน และหากให้เงินเต็มจำนวนคนละ 1 หมื่นบาทต่อคน เท่ากับต้องใช้งบหรือเม็ดเงินประมาณ 5.6 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เม็ดเงินก้อนนี้จะมาจากไหน ในเมื่องบประมาณประเทศยังคงมีอยู่อย่างจำกัด และการขยายรายได้ยังเป็นเรื่องยาก
⦁ ห่วงปัญหาการคลังระยะยาว
ทั้งนี้ จากเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนั้น เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ยืนยันได้ว่า รายจ่ายประเทศสูงต่อเนื่องทุกปี แต่รายได้ประเทศไม่สามารถขยับขยายตามได้ทัน แม้จะมีข้อเสนอมากมาย โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% ทำกระทรวงการคลังร้อนจนต้องรีบออกมาแก้ข่าวว่า ไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นแน่นอน ส่วนภาษีอื่นๆ อาทิ ภาษีขายหุ้น ก็ยังคงชะลอต่อไปเรื่อยๆ ค้างอยู่ในกระบวนการออกพระราชกิจจานุเบกษาจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าการปรับขึ้นภาษีเป็นเรื่องที่ยังทำให้เกิดขึ้นจริงได้ยาก
หากจะใช้ช่องทางกู้เงิน รัฐบาลใหม่ก็มีทางเลือกน้อย โดยทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้คือ การกู้จนเต็มเพดานหนี้สาธารณะ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2566 อยู่ที่ 61.2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ทำให้เหลือช่องว่างในการกู้ได้อีก 8-9% ต่อจีดีพี หากคำนวณคร่าวๆ ก็กู้ได้อีกราว 1 ล้านล้านบาท หรือจะใช้การกู้ขาดดุลงบประมาณจนเต็มเพดานก็ได้ แต่ก็อาจจะขัดกับแผนการคลังระยะยาว ที่ต้องการลดการทำงบประมาณขาดดุล ซึ่งปีงบประมาณ 2566 ก็เพิ่งจะลดการขาดดุลงบประมาณลงได้ 5 พันล้านบาทเท่านั้น หลังจากปีงบประมาณ 2565 ตั้งวงเงินกู้ขาดดุลเต็มเพดานที่ 7 แสนล้านบาท
⦁ลุ้นเจรจา ธปท.ผ่อนเกณฑ์เงินดิจิทัล
ขณะที่มีอีกสมมุติฐานคือ การให้เงินดิจิทัลดังกล่าว ในรูปของยูทิลิตี้ โทเคน โดยเมื่อปลายปี 2564 นายเศรษฐาที่ยังมีสถานะซีอีโอแสนสิริ ก็เคยออก “สิริ ฮับ โทเคน” เป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจนหลังจากนั้น แสนสิริได้ขยายมาเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลและโทเคนในการซื้อบ้าน-คอนโดของแสนสิริได้ แต่ไม่นาน ต้นปี 2565 ถูกกระทรวงการคลัง ธปท. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกมาเบรกเรื่องการใช้สกุลเงินดิจิทัลซื้อขายสินค้า ทำให้เหลือเพียงโทเคนเพื่อการลงทุนเท่านั้น
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ นายเศรษฐาที่สวมหมวกใบใหม่ ในฐานะนายกฯ จะไปเจรจากับ ธปท.ที่เป็นผู้กำกับดูแลเรื่องการเงิน เพื่อให้อนุญาต และรับรองเงินสกุลใหม่ที่จะใช้ในมาตรการเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาทต่อไป ขณะที่ ธปท.ยังอยู่ระหว่างการประเมินว่าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะสามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศได้ถึง 3% ต่อจีดีพี
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น นายเศรษฐาได้หารือกับผู้บริหารจากกระทรวงการคลัง นำทีมโดย นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว ซึ่งผ่านไปได้อย่างราบรื่น โดยล่าสุดนายกฤษฎาได้ลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังแล้วเมื่อ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อรอรับตำแหน่งใหม่ในรัฐบาลเศรษฐา 1 ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โควต้าจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ก็ยังขอรอติดตามรายละเอียดต่อไป
⦁ ความเสี่ยงนโยบายไม่ได้ดังหวัง
อย่างไรก็ดี การอัดฉีดเม็ดเงินปริมาณมากก็มีข้อเสีย คือปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นข้อกังวลหนึ่งที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของไทยต่างออกมาให้ความเห็น รวมไปถึงข้อกังวลจากหลายฝ่ายในเรื่องรายละเอียดของมาตรการ ไม่ว่าจะข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องของการใช้ ยูทิลิตี้ โทเคน ที่ปัจจุบันยังไม่ได้รับการรับรองให้ใช้จ่ายได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเรื่องการใช้งาน ซึ่งหากตามระบุคือ ต้องใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตร นับจากทะเบียนบ้าน ขณะที่สังคมไทยนั้น คนวัยทำงานส่วนใหญ่มากระจุกตัวทำงานตามเมืองหลวง ไม่ว่าจะกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล หัวเมืองใหญ่ เชียงใหม่ หาดใหญ่ เมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต พัทยา เป็นต้น ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่เช่าที่อยู่อาศัยในเมือง จึงไม่ได้ย้ายทะเบียนจากภูมิลำเนา ดังนั้น คนกลุ่มนี้จะสามารถใช้จ่ายได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ต่างจังหวัด การจะเจอร้านค้าก็ยากเพราะห่างไกลจากเมือง และร้านค้าพื้นบ้าน ก็คงยากที่จะร่วมโครงการเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้งข้อจำกัดของการลงทุน และความรู้ ด้านประชาชนเองก็ต้องเผชิญปัญหา การเหลื่อมล้ำของเทคโนโลยีดิจิทัลเช่นกัน ดังนั้น เป็นอีกความท้าทายที่รัฐบาล และนายกฯเศรษฐา ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องตั้งรับให้ดี
ลุ้นกันต่อไปว่า “กระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท” จะเป็นนโยบาย เรือธงบูสต์เศรษฐกิจ หรือเป็นบทเรียนให้รัฐบาลเศรษฐา 1

