จับตาโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว-ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น กดดันบาทอ่อนค่าลง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 35.27 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.21 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.20-35.35 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนก่อนหน้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในช่วง 35.19-35.26 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางของเงินดอลลาร์และราคาทองคำ เรามองว่าเงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวเป็นหลัก ขณะที่เงินดอลลาร์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ sideway เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
นายพูนกล่าวว่า แนวโน้มของค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า โดยเฉพาะจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว และในช่วงนี้การปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมาก็อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ ผ่านมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่อาจประเมินว่าการขาดดุลการค้าอาจเพิ่มสูงขึ้น หากราคาสินค้าพลังงานปรับตัวขึ้น ขณะที่ยอดการส่งออกยังคงซบเซา
นอกจากนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับเข้ามาซื้อสุทธิสินทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่องของบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะทำให้เงินบาทขาดแรงหนุนฝั่งแข็งค่าในระยะสั้นนี้ อย่างไรก็ดี ประเมินว่าโซนแนวต้านของเงินบาทอาจยังอยู่ในช่วง 35.30-35.40 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดบางส่วน
ฝั่งผู้ส่งออกต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ในจังหวะเงินบาทอ่อนค่าลง เช่นเดียวกันกับฝั่งผู้เล่นบางส่วนที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเงินบาทก็อาจรอจังหวะทยอยเพิ่มสถานะ Long THB ได้ ส่วนแนวรับเงินบาทนั้นมองว่า โซน 35.10-35.20 บาทต่อดอลลาร์ อาจเป็นโซนแนวรับในช่วงนี้ได้ จนกว่าจะเห็นการกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติที่ชัดเจน
“ทุกสินทรัพย์เผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง” นายพูนกล่าว
นายพูนกล่าวด้วยว่า ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหว sideway เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดของฝั่งสหรัฐ อีกทั้งผู้เล่นในตลาดอาจรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดก่อนปรับสถานะการถือครอง ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แกว่งตัวใกล้ระดับ 104.1 จุด (กรอบ 104-104.2 จุด)
สำหรับวันนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Caixin Services PMI) ซึ่งตลาดคาดว่าภาคการบริการของจีนอาจยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่โมเมนตัมการขยายตัวอาจชะลอลง ทว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนก็อาจช่วยหนุนให้ภาคการบริการของจีนกลับมาขยายตัวดีขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้
ในส่วนนโยบายการเงิน แนวโน้มการชะลอตัวลงของอัตราเงินเฟ้อ และภาพรวมเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน อาจทำให้ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.10% ส่วนในฝั่งยุโรปผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินโอกาส ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ (ถ้าขึ้นดอกเบี้ย จะขึ้นอีกกี่ครั้ง) โดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อประเด็นดังกล่าว จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินยูโร (EUR) ได้
นายพูนกล่าวว่า ในฝั่งไทยอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนสิงหาคม มีโอกาสเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 0.7-0.8% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าพลังงาน รวมถึงราคาสินค้าเกษตร (ข้าว ผักและผลไม้) ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งนี้ ระดับฐานราคาที่สูงในปีก่อนหน้าทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย 1-3%
มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังไม่มีความจำเป็นที่ชัดเจน จากเหตุผลด้านเงินเฟ้อในการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย แต่เราไม่ปิดโอกาสที่ กนง.อาจตัดสินใจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 2.50% (ให้โอกาส 45%) จากความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ policy space ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินยังเอื้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

