หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.จับตาเงินเ...

พณ.จับตาเงินเฟ้อ หลัง รบ.ใหม่แถลงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สิงหาฯสูงแค่ 0.88%

5.09.23 | 15:40 น.

พณ.จับตาเงินเฟ้อ หลังรัฐบาลใหม่แถลงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เผย ส.ค.สูงแค่ 0.88% ผลจากอาหารสด-น้ำมันราคานิ่ง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือนสิงหาคม 2566 เท่ากับ 108.41 สูงขึ้น 0.88% เทียบเดือนสิงหาคม 2565 และ เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.38% จากเดือนกรกฎาคม 2566 ปัจจัยจากราคากลุ่มพลังงานยังอยู่ระดับสูง ขณะที่กลุ่มอาหารสดราคาทรงตัว กลุ่มเนื้อสัตว์และเครื่องประกอบอาหารราคาลดลง ซึ่งรายการสินค้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ 430 รายการ ปรากฏว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 316 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 38 รายการ ราคาลดลง 76 รายการ ส่งผลให้หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้นเพียง 0.74% ราคาชะลอตัวต่อเนื่องจากปลายปี 2565 สินค้าที่ราคาสูงขึ้น อาทิ ไข่ไก่ นมสด นมถั่วเหลือง มะนาว ขิง กระเทียม เงาะ แตงโม ส้มเขียวหวาน ด้วยอากาศที่แปรปรวนทำให้ปริมาณออกสู่ตลาดน้อย กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำหวาน ข้าวสารเหนียว และอาหารสำเร็จรูป ราคาสูงขึ้น

ส่วนสินค้าที่ราคาลดลง อาทิ เนื้อสุกร ไก่สด น้ำมันพืช มะพร้าวมะขามเปียก และผักสดบางชนิด (ต้นหอม พริกสด ผักชี ผักคะน้า) หมวดอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 0.98% จากค่าพาหนะการขนส่ง ค่าโดยสาร เพิ่มตามต้นทุนราคาน้ำมัน รวมถึวค่ากระแสไฟฟ้า ราคาก๊าซหุงต้ม ค่าของใช้ส่วนบุคคล ค่ายา ค่าสื่อสารสูง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและน้ำมัน) สูงขึ้น 0.79% ชะลอตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ผลจากแรงกดดันจากราคาพลังงานลดลง สำหรับเงินเฟ้อทั่วไป 8 เดือนแรกปี 2566 สูงขึ้น 2.01% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 1.61%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเงินเฟ้อไทยกับต่างประเทศพบว่าเงินเฟ้อไทยยังต่ำกว่าหลายประเทศ แม้หลายประเทศเงินเฟ้อเริ่มลง แต่ยังมีหลายประเทศประสบปัญหาภัยแล้งและอากาศแปรปรวน ส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่ง อาทิ อินเดีย สูง 7.44% อังกฤษ 6.8% อินโดนีเซีย 3.08% เวียดนาม 2.6% ลาว 27.8% เป็นต้น

Advertisement

นายพูนพงษ์กล่าวต่อว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนกันยายน 2566 มีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยมีปัจจัยที่ส่งผลบวกต่ออัตราเงินเฟ้อ ได้แก่ ราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้มที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งอุปสงค์ในประเทศที่อาจเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ปริมาณพืชผลการเกษตรและปศุสัตว์ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่ชะลอตัว และการใช้มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และการลงทุนภายในประเทศ รวมทั้งฐานการคำนวณในเดือนกันยายน 2565 ที่อยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อทรงตัวและเพิ่มขึ้นไม่มาก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่เกิดจากมาตรการของภาครัฐที่คาดว่าจะออกมาในระยะอันใกล้ และส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ อาทิ มาตรการลดค่าครองชีพ และการลดต้นทุนภาคการผลิตและบริการ (ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ราคาก๊าซหุงต้ม) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

“กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2566 อยู่ระหว่าง 1-2% (ค่ากลาง 1.5%) และหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจะมีการทบทวนอีกครั้ง โดยเฉพาะกำลังศึกษาและติดตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ในเรื่องการลดค่าครองชีพผ่านมาตรการลดค่าไฟ ลดราคาน้ำมัน แผนนำเข้าน้ำมันเสรี ค่าเดินทาง เป็นต้น ว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อลดลงแค่ไหน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท จะออกมาอย่างไร และกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มแค่ไหน ซึ่ง สนค.จะมีการทบทวนคาดการณ์เงินเฟ้อที่เหลือปี 2566 อีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้” นายพูนพงษ์

นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2566 ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 53.4 จากระดับ 53.3 ในเดือนก่อนหน้า จากการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันปรับลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 (นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2565) สาเหตุคาดว่ามาจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการ การจัดตั้งรัฐบาลที่มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงาน สินค้าและบริการที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยทอนที่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป