สำรวจความเห็น ปชช. เรียกร้องเร่ง เปิดใช้งานรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันออก
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นประชาชน ภายหลังการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ “รฟม.” เผยความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกในส่วนของงานโยธาแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ พบเสียงประชาชนเรียกร้องให้เปิดใช้งานโดยเร็วเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการเดินทาง ทั้งนี้ ปี 2566 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทระยะที่ 1 (M-Map1) ซึ่งจะทำให้มีเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยาวรวมกันเป็น 464 กิโลเมตร ส่งผลให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้ายาวติดอันดับต้นๆ ของโลก ถือเป็นการพลิกโฉมระบบการขนส่งทางรางที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเป็นระบบ สามารถตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนได้อย่างครบถ้วนในทุกมิติการเดินทาง
โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้างานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในความรับผิดชอบของ รฟม. ณ สิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่า 5 โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีความคืบหน้า ดังนี้

1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ความก้าวหน้างานโยธา 100 เปอร์เซ็นต์
2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ความก้าวหน้างานโยธา 100 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้าโดยรวม 100 เปอร์เซ็นต์
3.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ความก้าวหน้างานโยธา 96.97 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 97.34 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้าโดยรวม 97.15 เปอร์เซ็นต์
4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยาย ช่วงสถานีศรีรัช-เมืองทองธานี ความก้าวหน้างานโยธา 30.47 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้างานระบบรถไฟฟ้า 14.43 เปอร์เซ็นต์ ความก้าวหน้าโดยรวม 25.08 เปอร์เซ็นต์
5.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ความก้าวหน้างานโยธา 13.13 เปอร์เซ็นต์
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการประชาชนได้ เนื่องจากสัญญาเดินรถได้รวมอยู่กับสัญญาการจัดหาเอกชนร่วมลงทุนเดินรถในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) และก่อสร้างงานโยธาส่วนตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ “บีทีเอสซี” ยื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม กรณีออกประกาศเชิญชวนการร่วมลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ครั้งที่ 2 และออกเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน โดยเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนให้แตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิม
ตามประกาศเชิญชวนฯ ฉบับเดือนกรกฎาคม 2563 โดยศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา ชี้ดำเนินการชอบโดยกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ รฟม.แจ้งว่าอยู่ระหว่างการรอพิจารณาจากคณะรัฐมตรี (ครม.) ชุดใหม่ว่าจะให้ดำเนินอย่างไร หาก ครม.อนุมัติก็จะสามารถลงนามสัญญากับเอกชน และเริ่มการก่อสร้างโครงการส่วนตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ ระยะทาง 13.4 กม.ได้ทันที ตลอดจนเปิดให้บริการส่วนตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ระยะทาง 22.5 กม. ได้ก่อนในเบื้องต้น แต่หาก ครม.ไม่อนุมัติ และให้เปิดประมูลใหม่ การเปิดบริการส่วนตะวันออก และการก่อสร้างส่วนตะวันตกก็จะล่าช้าไปจากแผนงานอีกประมาณ 1 ปี
เพื่อเป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม มติชนออนไลน์จึงได้ลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อปัญหาความล่าช้าในการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก โดยความคืบหน้าของการก่อสร้างพบว่าตั้งแต่สถานีมีนบุรี (สุวินทวงศ์) ไปจนถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยในส่วนของงานโยธาพบว่ามีการดำเนินการแล้วเสร็จเกือบทั้งหมดตามรายงานของ รฟม. เหลือเพียงการติดตั้งระบบเดินรถ อาณัติสัญญาณ สิ่งอำนวยความสะดวก และป้ายชื่อสถานี อย่างไรก็ดี ในส่วนของงานเรื่องการคืนพื้นที่ถนน การปรับปรุงทางเท้า การบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบสถานียังคงรอการดำเนินการให้พร้อมต่อการให้บริการด้วยเช่นกัน
ส่วนความคิดเห็นต่อกรณีที่มีปัญหาความล่าช้าในการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออก จากการพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ 3 จุดเชื่อมต่อสำคัญ ได้แก่ 1.สถานีมีนบุรี (เป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูมีนบุรี-แคราย) 2.สถานีลำสาลี (เป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-ศรีนครินทร์-สำโรง) และสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย (เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงและเป็นจุดเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันตก และรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล สายสีน้ำเงิน MRT) พบว่าประชาชนเรียกร้องให้เร่งเปิดใช้งานรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกโดยเร็วที่สุด เนื่องจากเสียโอกาสมามากแล้ว

นายปวรุตม์ พิณทอง กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนมีนบุรี เห็นความคืบหน้าในการก่อสร้างมาตั้งแต่ต้น พอเห็นว่าโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรจะเปิดเดินรถ เพราะในบริเวณถนนรามคำแหงในช่วงเวลาเร่งด่วนตั้งแต่ 08.00-09.00 น. จะมีการจราจรที่แออัดมาก หากจะเดินทางจากมีนบุรีไปถนนพระราม 9 อาจจะใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง และถ้าจะเดินทางต่อไปยังศูนย์วัฒนธรรมฯก็จะต้องใช้เวลาเพิ่มอีกกว่า 1 ชั่วโมง แต่ถ้ามีการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มก็จะช่วยให้ระยะเวลาในการเดินทางเหลือเพียง 15-20 นาที จึงอยากฝากไปถึงรัฐบาลว่าประชาชนเสียโอกาสมามากและทนกับปัญหาการจราจรมานับสิบปี หน่วยงานภาครัฐต้องหาวิธีเปิดใช้งานอย่างถูกต้องโดยเร็วที่สุด
สอดคล้องกับมุมมองของ น.ส.ภูษณิศา หมั่นบุญ ที่ระบุว่า ในพื้นที่ถนนรามคำแหงเรื่อยมาจนถึงแยกลำสาลี มีปัญหารถติดอย่างสาหัสมาก การเดินทางไปทำธุระส่วนตัวหรือติดต่อการค้า โดยเฉพาะเรื่องของการติดต่อนัดหมายต้องเผื่อเวลาในการเดินทางพอสมควร หากพลาดไปแล้วจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ รวมถึงเสียโอกาสในการทำธุรกิจ มากไปกว่านั้นการเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วยให้ประชาชนในย่านนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชีวิตมีความสุข ไม่ต้องใช้เวลาอยู่บนถนนนานนับชั่วโมง และมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น
ขณะที่นายรัฐวิทย์ ชวนะเบญจวุฒิ มองว่า นอกจากเรื่องที่ประชาชนเสียโอกาสเข้าถึงบริการระบบขนส่งทางราง ยังเกิดการสูญเสียด้านเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กันด้วย ตั้งแต่การเสียเวลาเดินทางทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจอื่นๆ การเผาผลาญน้ำมันโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงการที่ภาครัฐต้องมาเสียค่าดูแลโครงสร้างที่แล้วเสร็จโดยไม่เกิดรายได้ ยังไม่รวมถึงค่าเงินเฟ้อที่รัฐต้องจ่ายเพิ่มจากกรณีที่จัดหารถหรือก่อสร้างโครงการในส่วนตะวันตกล่าช้าด้วย จึงอยากให้ ครม.ชุดใหม่มีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร และควรจะตัดสินใจโดยเร็วที่สุด หากไม่ติดขัดในข้อกฎหมายก็ควรให้ผู้ชนะการประมูลดำเนินการต่อเนื่องทันที เนื่องจากประชาชนรอมานานแล้ว
สำหรับแผนการดำเนินโครงการในเบื้องต้น รฟม.วางแผนจะเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกในเดือน ส.ค.68 และส่วนตะวันตกจะเปิดบริการเดือน ธ.ค.70 แต่หลังจากมีปัญหาการยื่นเรื่องคัดค้านทำให้แผนการทำงานโดยรวมล่าช้าไปแล้วประมาณ 2 ปีเศษ ทั้งนี้ รฟม.เคยประมาณการว่าการดูแลรักษาโครงสร้างงานโยธาส่วนตะวันออกที่แล้วเสร็จไปก่อน ต้องใช้เงินประมาณเดือนละ 41.26 ล้านบาท แต่หากมีการลงนามสัญญา ทางผู้รับสัมปทานจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวเอง

