หน้าแรก เศรษฐกิจ ค่าเงินบาทเปิ...

ค่าเงินบาทเปิดระดับ 35.47 แนวโน้มผันผวนอ่อนค่า

6.09.23 | 09:57 น.

ค่าเงินบาทเปิดระดับ 35.47 แนวโน้มผันผวนอ่อนค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 35.47 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.40-35.60 บาทต่อดอลลาร์

โดยในช่วงคืนก่อนหน้า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ sideway (แกว่งตัวในช่วง 35.43-35.49 บาทต่อดอลลาร์) ตามทิศทางของเงินดอลลาร์และราคาทองคำ โดยเงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว

ขณะเดียวกันการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาท ผ่านแนวโน้มดุลการค้าที่อาจขาดดุลมากขึ้น หากการส่งออกของไทยยังคงซบเซา ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงจำกัดอยู่ในโซนแนวต้าน 35.50 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังมีโอกาสผันผวนอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 35.50 บาทต่อดอลลาร์ จากทั้ง การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ซึ่งในช่วงนี้ ก็ได้แรงหนุนจากทั้งความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดผันผวน และการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

Advertisement

ขณะเดียวกัน โฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวก็มีส่วนยิ่งกดดันเงินบาทในระยะนี้ นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องก็กลับมากดดันเงินบาทผ่านความกังวลแนวโน้มการขาดดุลการค้าของไทย ในช่วงที่การส่งออกยังคงซบเซา รวมถึง ความกังวลว่า อัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐฯ อาจชะลอลงยาก จนทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น หรือ คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน

หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญดังกล่าว ก็จะเปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าต่อทดสอบโซนแนวต้านแถว 35.60-35.75 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก ซึ่งเราคงมุมมองเดิมตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน ว่า โซนดังกล่าว ควรเป็นจุดที่เริ่มเห็นการชะลอตัวอ่อนค่าของเงินบาท และเงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าทะลุโซน 35.85-36.00 บาทต่อดอลลาร์ จากการประเมิน Valuation ของเงินบาท

สำหรับวันนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ซึ่งตลาดจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 21.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยนักวิเคราะห์ต่างมองว่า ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการอาจอยู่ที่ระดับ 52.5 จุด สะท้อนว่าภาคการบริการสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวต่อเนื่องได้ (ดัชนีสูงกว่า 50 จุด หมายถึง ภาวะขยายตัว) อย่างไรก็ดี โมเมนตัมการขยายตัวของภาคการบริการนั้นก็ชะลอลงต่อเนื่อง กดดันโดยผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงภาวะการจ้างงานที่เริ่มชะลอตัวลง

และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจโดยเฟด หรือ Fed’s Beige Book (ตลาดทยอยรับรู้ในช่วง 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ตามเวลาในประเทศไทย) โดยเรามองว่า ผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว อาจชี้ว่า ภาคธุรกิจในหลายพื้นที่ของเฟดอาจมีความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจมากขึ้น และอาจได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง

รวมถึงภาวะสินเชื่อที่ตึงตัว ซึ่งเรามองว่า ภาพดังกล่าว กอปรกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งอัตราเงินเฟ้อและข้อมูลตลาดแรงงานที่ชะลอตัวลง อาจทำให้เฟด “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ และเราคงมุมมองเดิมว่า เฟดได้ถึงจุดยุติการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ไปแล้วและอาจเป็นเรื่องยากที่เฟดจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนพฤศจิกายน หากทั้งภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีทิศทางชะลอตัวลงมากยิ่งขึ้นในช่วงดังกล่าว

ทั้งนี้ ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ ECB