สมาคมลำไยอบแห้งภาคเหนือ เผยผลผลิตน้อย ราคาสูง เกษตรกรพอใจ บอกไม่ต้องประกันราคา ให้เป็นไปตามกลไกตลาด วอนฤดูเก็บเกี่ยวผ่อนผันจับกุมแรงงานต่างด้าว
เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2566 นางอำไพพรรณ กันทาแก้ว ผู้บริหารอำไพพรรณการเกษตร ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมลำไยอบแห้งภาคเหนือ เผยฤดูการผลิตลำไยในปีนี้ว่า มีผลผลิตออกสู่
ตลาดเพียง 200,000 ตัน น้อยกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผลผลิตกว่า 300,000-400,000 ตัน เนื่องจากชาวสวนลำไย ไม่สนใจปลูกและบำรุงรักษา ทำให้ผลผลิต ลดลงกว่า70-80% บางส่วนขายที่ดิน หรือสวนลำไยให้นายทุน หรือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากไม่มีทุนหมุนเวียนและขาดสภาพคล่อง ส่งผลให้พื้นที่ปลูกลำไยลดลงตามลำดับ
“จากผลผลิตที่ลดลง ทำให้ราคาลำไยค่อนข้างสูง เกรด AA และ A เฉลี่ย 25-26 บาท/กิโลกรัม ส่วนลำไยร่วง หรือเกรดคละเฉลี่ย 15-20 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรหรือชาวสวนลำไยพอใจ เนื่องจากราคาสูง
กว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่วนผู้ประกอบการนำลำไยสด มาแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง เฉลี่ย2-3 ล้านกิโลกรัม/รายเท่านั้น เนื่องจากลำไยมีราคาสูงขึ้นกว่าทุกปี ที่สำคัญตลาดจีนได้หยุดรับซื้อลำไยไทยแล้ว” นางอำไพ
พรรณกล่าว และว่า อยากให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมการปลูกลำไย จัดหาแหล่งเงินทุน และแหล่งน้ำเพื่อการผลิต ไม่ใช่ส่งเสริมสนับสนุนทุเรียนเท่านั้น เพราะตลาดทุเรียนราคามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก ส่วนกระทรวงพาณิชย์จัดหาตลาดทั้งใน และส่งออกแบบครบวงจรเนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจภาคเหนือ ไม่ต้องประกันราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด
ที่สำคัญต้องผ่อนผันการใข้แรงงานต่างด้าวที่มาเก็บเกี่ยวผลผลิต ไม่ใช่มาจับกุมดำเนินคดีอย่างเดียว ซึ่งแรงงานดังกล่าวได้รับค่าจ้าง วันละ 400-500 บาท บางรายเหมาจ่ายวันละ 600 บาทแล้ว เนื่องจากผู้ประกอบการขาดแคลนแรงงานดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย

