หน้าแรก เศรษฐกิจ ก.ล.ต.ไฟเขียว...

ก.ล.ต.ไฟเขียว นับหนึ่งไฟลิ่ง ‘บมจ.มาร์เก็ตฯ’ จ่อขายหุ้นไอพีโอ 0.50 บาท 60 ล้านหุ้น

7.09.23 | 14:46 น.

ก.ล.ต. ไฟเขียว นับหนึ่งไฟลิ่ง ‘บมจ.มาร์เก็ตฯ’ จ่อขายหุ้นไอพีโอ 60 ล้านหุ้น เข้า mai ปลายปี’66

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทมาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) (MCA) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัตินับหนึ่งแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ Filing) ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2566 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 26.09% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายในครั้งนี้ และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในหมวดธุรกิจให้บริการ (SERVICE) ภายในปี 2566

MCA เป็นหนึ่งในผู้นำในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และเป็นผู้ให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดที่ครบวงจร ผ่านรูปแบบของกิจกรรมการตลาดภาคสนาม (Field Marketing) ที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมทางการตลาดให้กับกลุ่มลูกค้าได้ครบทุกมิติ

นายเอกจักรกล่าวต่อว่า บริษัทจะเริ่มตั้งแต่การเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ การสร้างความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้อุปโภคบริโภค ตลอดจนการผลักดันยอดขาย ภายใต้การให้บริการ 1.บริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล 2.บริการบรรจุและจัดส่งสินค้า ให้บริการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการขาย 3.บริการพนักงานแนะนำสินค้า โดยแนะนำ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสินค้า รวมถึงนำเสนอรายการส่งเสริมการขาย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจซื้อ และผลักดันยอดขายสินค้าให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยตั้งแต่ปี 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2566 บริษัทได้ให้บริการพนักงานแนะนำสินค้าแก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 109 บริษัท รวมเป็นแบรนด์สินค้ากว่า 133 เครื่องหมาย และ 4.บริการจัดเรียงสินค้า ให้บริการพนักงานจัดเรียงสินค้า มีหน้าที่รับผิดชอบ ควบคุมดูแลสินค้าหน้าร้านให้เพียงพอต่อการขาย การตรวจสอบอายุของสินค้าหน้าร้าน การจัดเรียงสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน

นายเอกจักรกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2566 บริษัทได้ให้บริการจัดเรียงสินค้าแก่ลูกค้าไปแล้วกว่า 49 บริษัท รวมเป็นแบรนด์สินค้ากว่า 53 เครื่องหมาย นอกจากนี้ MCA ยังมีฐานข้อมูลพนักงานผู้ให้บริการภายนอก (Outsource) มากกว่า 9,100 คน สำหรับการรองรับการให้บริการของธุรกิจ ซึ่งสามารถปฏิบัติงานได้ครอบคลุมทั่วประเทศ และมีประสบการณ์ในการให้บริการแก่ลูกค้าชั้นนำจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งแบรนด์สินค้าในประเทศและต่างประเทศมาเกือบ 20 ปี ซึ่งจากศักยภาพดังกล่าวเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ MCA ที่ก้าวเข้าสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านบริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย

Advertisement

นายภักดี เหล่างาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA) เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ ภายใต้การมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจบริการกิจกรรมทางการตลาดและการสร้างสรรค์อย่างครบวงจร โดยใช้นวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สู่ผลสำเร็จและการเติบโตอย่างยั่งยืน ทำให้บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จ โดยตั้งเป้าหมายมุ่งมั่นพัฒนาบริการ ทั้งบริการปัจจุบัน และสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยจากความทุ่มเทในการให้บริการการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และเป็นผู้ให้บริการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางการตลาดได้อย่างครบวงจร สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการเติบโตของรายได้ของธุรกิจในงวด 6 แรกของปี 2566 มีรายได้จากการบริการรวม 210.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.91 ล้านบาท หรือ 16.72% (YoY) จากการเติบโตของทั้ง 4 กลุ่มบริการ และตัวเลขกำไรสุทธิอยู่ที่ 12.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.57% (YoY) เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล จากการจัดกิจกรรมทางการตลาดช่วงเทศกาลสำคัญช่วงต้นปีซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนปี 2562-2565 มีรายได้จากการบริการรวม 331.67 ล้านบาท 235.62 ล้านบาท 224.07 ล้านบาท 372.65 ล้านบาท ตามลำดับ โดยสาเหตุปี 2563-2564 ปรับตัวลดลง จากปัจจัยกดดันจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 แต่ในปี 2565 รายได้จากการให้บริการของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทจากการขยายธุรกิจบริการจัดเรียงสินค้า รูปแบบบริการแบบใช้ร่วมกัน และการฟื้นตัวของธุรกิจบริการจัดกิจกรรมทางการตลาดและดิจิทัล ในขณะเดียวกัน ไม่มีผลขาดทุนในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยกำไรสุทธิเท่ากับ 53.56 ล้านบาท 0.73 ล้านบาท 2.74 ล้านบาท และ 16.51 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรของบริษัทให้ผู้ถือหุ้นเดิม ก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เป็นจำนวน 15.05 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 24 กันยายน 2566