‘พิพัฒน์’ ไม่กดดันขึ้นค่าแรง ยันรัฐพร้อมหาจุดสมดุล ‘ลูกจ้าง-นายจ้าง’ ได้ประโยชน์

‘พิพัฒน์’ ไม่กดดันปมขึ้นค่าแรง ยันรัฐทำงานตรงกลาง พร้อมหาจุดสมดุลลูกจ้าง-นายจ้าง ได้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าพบหารือกับนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงาน และพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมคณะสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยอีก 11 ท่านให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า การหารือกับหอการค้าฯในวันนี้เพื่อเป็นการรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะด้านแรงงานในไทย เพื่อนำไปวิเคราะห์และพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะจัดทำ MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับและพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นแรงงานฝีมือที่มีประสิทธิภาพและตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงาน เห็นด้วยกับข้อเสนอหอการค้าฯ ที่มีการพิจารณาแนวทางการจ้างงานรายชั่วโมงในบางธุรกิจที่สามารถดำเนินการได้ การสนับสนุนแรงงานภาคการท่องเที่ยวให้เพียงพอและสอดคล้องกับการเติบโตของการท่องเที่ยวของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อนำเงินตราเข้ามาสู่ประเทศ ส่วนข้อกังวลของภาคเอกชนในฐานะนายจ้างต่อเรื่องการขึ้นค่าแรง 600 บาท ภายในปี 2570 ตามนโยบายของรัฐบาล จำเป็นต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกับคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อกำหนดแนวทางความเหมาะสมในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวต่อไป

Advertisement

“สำหรับการพูดคุยในเรื่องนโยบายคงจะบอกอะไรในวันนี้ไม่ได้ เพราะต้องรอนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ คาดว่ากระทรวงแรงงานจะแถลงนโยบายอีกครั้งในวันที่ 14 กันยายนนี้” นายพิพัฒน์กล่าว

ขณะเดียวกัน สำหรับโจทย์ของลูกจ้างและนายจ้างแตกต่างกัน ซึ่งกระทรวงแรงงานที่อยู่ตรงกลาง และได้ทำงานร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะเข้าไปบริหารให้หาจุดสมดุลให้ได้ดีที่สุด และขอว่าอย่ากังวล เพราะมั่นใจว่าเราทั้ง 3 ฝ่ายคงจะหาจุดสรุปที่ดีที่สุดได้ อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายได้ทำงานโดยก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

“ถามในฝ่ายลูกจ้างหากขอเยอะๆ และถ้าการลงทุนหนีไปต่างประเทศ ทุกท่านจะไปหางานที่ไหนทำ ซึ่งตรงนี้ต้องคำนึงถึงในฐานะกระทรวงต้องมองภาพรอบด้านทั้งหมดว่าทุกคนต้องอยู่ได้ และยืนได้ ไม่ใช่ว่าคุณได้ฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายเสีย ถ้าทุกคนได้ประโยชน์ทุกอย่างจะเกิดกับทุกฝ่าย” นายพิพัฒน์กล่าว

‘หอการค้า’เสนอ 4 เรื่องหนุนภาคแรงงาน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการแรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอยู่ในทิศทางการฟื้นตัวจากนโยบายการเปิดประเทศหลังการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ถึงแม้จะกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการส่งออกสินค้าของไทย แต่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเติบโตจากรายได้ ปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีรายได้ 2.38 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจเอกชนยังประสบปัญหาหลายด้าน อาทิ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และมีความต้องการแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ภาคธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอนโยบายเร่งด่วนด้านแรงงานของประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้

1.นโยบายการปรับอัตราตอบแทนค่าจ้างหรือค่าจ้างขั้นต่ำ โดยภาคธุรกิจเอกชนเห็นด้วยกับการปรับอัตราค่าตอบแทนให้เป็นไปตามสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้ลูกจ้างมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใช้กลไกการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดและคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) และใช้หลักเกณฑ์การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

2.นโยบายแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทย ควรกำหนดทิศทางของประเทศไทยในการเจริญเติบโตของภาคธุรกิจเพื่อผลิตกำลังคนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมทั้ง บรูณาการหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อจัดทำข้อมูลฐานแรงงานของประเทศไทย (Big Data) และสนับสนุนนโยบายกองทุนเพื่อการปรับปรุงเครื่องจักรและองค์ความรู้ (Knowhow) สำหรับผู้ประกอบการ

3.นโยบายการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว ควรมีการจัดทำยุทธศาสตร์และแผนงานนำเข้าแรงงานต่างด้าวระยะยาว พร้อมทั้ง จัดระเบียบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวระบบใหม่ ผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน (OSS) และลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายการนำเข้าแรงงานต่างด้าวในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น อาทิ ค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา VISA แรงงานต่างด้าว และกำหนดค่าธรรมเนียมการจัดหางาน (Recruitment Fee) ให้ชัดเจน เป็นต้น

และ 4.นโยบายเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ควรเพิ่มศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทั้งขยายมาตรฐานฝีมือแรงงาน (จำนวน 272 สาขา) และอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ (จำนวน 129 สาขา) ให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ และสอดรับกับอัตราตอบแทนค่าจ้าง และส่งเสริมนโยบาย “คูปองฝึกทักษะ Re-Skill & Up-Skill” เพื่อสามารถไปรับการฝึกทักษะที่ต้องการได้จากผู้ให้บริการฝึกอบรมที่มีคุณภาพ

“เป้าหมายที่ภาคเอกชนอยากเห็นจากรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน ภายใน ปี 2567 ได้แก่ 1.อัดฉีดงบประมาณและกำลังคนให้กระทรวงแรงงาน 2.คณะกรรมการไตรภาคี ต้องปรับโครงสร้างและบูรณาการการทำงานที่สร้างสรรค์และพัฒนาแรงงานของประเทศไทย และ 3.ยกระดับงานประกันสังคม เพื่อสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย” นายพจน์กล่าว

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image