นักวิชาการมองจีดีพีไทยมีโอกาสโตแตะ 4% ไม่แน่ใจวิ่งถึง 5% ไหวหรือไม่
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตให้ได้ถึง 5% ตามที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายไว้นั้น โดยเบื้องต้นประเมินว่าปี 2567 จีดีพีไทยมีโอกาสโตได้ถึง 4% แบบน่าจะทำได้ แต่การจะไปถึง 5% ยังไม่แน่ใจนักว่าจะได้ตามนั้น เพราะปี 2567 การจะไปถึง 4% ยังต้องอาศัยการทำแบบดีๆ ในเรื่องของมาตรการกระตุ้นต่างๆ ด้วย โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงและอยากฝากไว้คือ การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะต้องไม่เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง เพราะขณะนี้มีประเด็นงบประมาณที่ปกติขาดดุล 3% หากรัฐบาลทำตามมาตรการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทต่อคน จะขาดดุลเพิ่มเป็น 4% หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นอีก ทำให้การกระตุ้นก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องระวังไม่ให้เกิดการบานปลายจนเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น
นายสมชาย กล่าวว่า โอกาสการดันจีดีพีไทยไปให้ถึง 5% หากเศรษฐกิจถูกเร่งมากๆ ก็มีโอกาสเติบโตได้ถึง 5% ตามเป้าหมายที่ต้องการ เหมือนภาพการบริหารประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายรถคันแรกออกมา ทำให้จีดีพีไทยโตถึง 7% ได้ แต่สุดท้ายก็ปรับลดลงมา ไม่ได้เป็นการเติบโตในระยะยาวได้ดีเท่าที่ควร
นายสมชาย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้จีดีพีไทยไปให้ถึง 5% ได้แก่ 1.การเร่งงบประมาณประจำปี 2567 ให้ออกมาตั้งแต่ไตรมาส 1/2567 เพราะจะเป็นตัวช่วยให้เกิดการใช้จ่ายออกมา มีการเตรียมการไม่ให้กระจุกตัวในไตรมาส 3-4 มากเกินไป 2.การแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทต่อคน จะใช้งบประมาณอยู่ที่ 5.6 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะหมุนในระบบเศรษฐกิจ 4-5 รอบต่อได้ อาทิ ผู้ได้เงิน 10,000 บาทใช้เงินส่วนหนึ่งไปซื้ออาหาร ร้านอาหารก็จะนำรายได้ไปซื้อวัตถุดิบต่อ เกษตรกรก็นำเงินจากการขายสินค้าเกษตรไปใช้ในครอบครัวต่อ โดยจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจีดีพีขึ้นประมาณ 0.5-0.6% ตอบโจทย์การพยายามผลักดันจีดีพีของรัฐบาล
นายสมชาย กล่าวว่า 3.การสนับสนุนการท่องเที่ยวทั้งไทยเที่ยวไทย และต่างชาติเที่ยวไทย โดยประเมินว่าปี 2567 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ดีปีนี้กว่า การใช้ฟรีวีซ่ายกเว้นขอวีซ่าเที่ยวไทย จะดึงให้จีนเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น แม้ช่วงที่ผ่านมาจีนจะขยายตัวได้ช้า แต่เชื่อว่าหากมีมาตรการกระตุ้นหรือจัดอีเวนต์ที่จูงใจจริงๆ จะดึงจีนกลับมาเที่ยวไทยได้เร็วกว่าเดิม และกระตุ้นตลาดอื่นที่กำลังเติบโตได้ดีด้วย อาทิ ตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงการส่งเสริมการเดินทางเที่ยวในประเทศ ผ่านการจัดแคมเปญต่างๆ ซึ่งส่วนนี้จะดันให้ท่องเที่ยวไทยกลับมาเป็นปกติเหมือนปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 ระบาดได้ โดยปี 2567 หากสามารถดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาถึง 40 ล้านคนได้ พักนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้นได้ จะยิ่งฟื้นท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้ดีมากขึ้น 4.การส่งออกจะต้องเร่งเปิดตลาดลูกค้าใหม่และเจาะตลาดลูกค้าเดิมให้ลึกมากกว่าเดิม
“รัฐบาลจะต้องเร่งใช้งบประมาณเบิกจ่ายในโครงการต่างๆ ออกมา เพื่อให้เกิดการลงทุนโครงการของรัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยกระจายเม็ดเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้น รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 11 พรรค ที่มีนโยบายเป็นของตัวเองในช่วงหาเสียงการเลือกตั้ง ทั้งการลดแลกแจกแถมทั้งหมด ต้องดำเนินการออกมาก่อน เพราะหากเราทำสิ่งเหล่านี้ให้ครบก็มีโอกาสขยายตัวได้ถึง 4% เพราะปกติเราเติบโตที่ 3% อยู่แล้ว แต่การจะไปถึง 5% จะต้องเร่งทำให้ดีกว่าเดิม โดยประเด็นที่เป็นเรื่องความท้าทายคือ การขยายตัวของจีดีพีไทยมักโตแบบชั่วคราว รัฐบาลจึงต้องพิสูจน์ในการทำให้จีดีพีไทยเติบโตในระดับ 4-5% ได้แบบคงเส้นคงวา” นายสมชาย กล่าว

