ตอนนี้บรรยากาศคึกคักไปทั่วประเทศ หลังประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ และผ่านโหวตได้ นายเศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งก็ไม่รอช้าได้มุ่งหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเริ่มสเต็ปแรกด้วยการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอต่างๆ ของภาคเอกชนและประชาชนในหลายจังหวัด และเพื่อให้การทำงานใกล้ชิดกับประชาชนให้มากที่สุด รัฐบาลใหม่ จึงปัดฝุ่นการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เบื้องต้นคาดว่าไม่เกินเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่ง ครม.สัญจรนัดแรก เริ่มที่จังหวัดหนองบัวลำภู โดยทำต่อจากรัฐบาลใหม่นำทีมแถลงนโยบายต่อสภาแล้วเสร็จในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ จะมีความชัดเจนมากขึ้นถึงนโยบาย และไทม์ไลน์การลงพื้นที่ของ ครม.สัญจร
ก่อนจะมีการสัญจร “มติชน” ได้สอบถามไปยังภาคธุรกิจทั่วประเทศ ผ่านประธานหอค้าไทย 5 ภาค ถึงปัญหาแต่ละภาคเศรษฐกิจต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผ่านโจทย์มอบให้รัฐบาลใหม่ เพื่อชุบชีพเศรษฐกิจภูมิภาค ให้เกิดการขยายตัวได้ทั่วประเทศไทย จึงขอเปิดฉากไถ่ถามไปที่ภาคอีสานก่อน
⦁‘อีสาน’หนุนเพิ่มด่านค้าชายแดน
นายสวาท ธีระรัตนนุกูลชัย ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระบุว่า อยากให้ความสำคัญกับการเปิดด่านการค้าชายแดน ต้องเร่งเปิดประตูการค้า เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นมากที่สุด แม้ขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินลาวยังอยู่ในช่วงวิกฤต แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจาก สปป.ลาว และนักท่องเที่ยวจีน เลือกติดต่อเข้าไทยสอดคล้องกับเรื่องฟรีวีซ่าอำนวยความสะดวกให้คนจีนช่วง 3 เดือน(ตุลาคม-ธันวาคม) เป็นเรื่องส่งเสริมการเดินทางมากขึ้น ขณะที่อีสานเป็นภาคของเกษตรกรรม แม้เกษตรกรทำแล้วจะขาดทุน อยากให้รัฐช่วยแก้ปัญหาว่าจะเพิ่มทักษะอย่างไร และหาผลผลิตทางวิชาการมีคุณภาพมากกว่าปล่อยให้เสื่อมลง ซึ่งควรเพิ่มศักยภาพทั้งด้านแรงงานและคุณภาพสินค้าสามารถต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกิดน้ำท่วม-น้ำแล้งซ้ำซาก จึงอยากให้รัฐแก้ไข เช่น มีการเวนคืนถนนได้ แต่ทำไมไม่เวนพื้นที่มาทำคลอง หรือทำทางน้ำไหล เพราะไทยมีป่าไม้เยอะ สามารถใช้พื้นที่ป่าไม้ตัดผ่านให้น้ำไหลจะสามารถจัดเก็บน้ำได้ อีกทั้งอนาคตมีการเก็บคาร์บอนเครดิตก็นำไปขายได้ รวมถึงถ้ามีการส่งเสริมให้มีน้ำไหลผ่านในป่าไม้จะลดการเกิดไฟไหม้ป่าได้อีกทาง ระบบดังกล่าวเป็นการสร้างระบบนิเวศระยะยาว
⦁‘เหนือ’ทวงคืนลมหายใจสะอาด
ขณะเดียวกัน นายสมบัติ ชินสุขเสริม ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวถึงเรื่องด่วนที่สุดจากสภาหอการค้าไทย และสภาลมหายใจ ซึ่งเป็นองค์กรติดตามเรื่องฝุ่น เตรียมร่วมมือกันเสนอรัฐบาลเรื่องอากาศสะอาด เพราะภาคเหนือเจอภาวะฝุ่นพิษ 3 เดือน (มีนาคม-พฤษภาคม) ที่ประชาชนต้องทนกับอากาศสูงกว่าเกณฑ์กำหนดและเกิดการเผาไหม้จากภาคการผลิตทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อฝุ่นควันลอยสู่อากาศก็ผัดผ่านเข้าประเทศไทย ทำให้เกิดมลพิษต่อสุขภาพประชาชน จากอัตราการเกิดมะเร็งสูงขึ้น อีกทั้งส่งผลลบต่อภาคท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวน้อยลง ขณะเดียวกัน เรื่องภัยแล้ง แม้ภาคเหนือจะเป็นแหล่งต้นน้ำ แต่ไม่ได้มีระบบการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เมื่อมีน้ำมากจะมีน้ำไหลจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เพื่อเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาเกิน 50% ซึ่งในยามน้ำแล้ง ก็ไม่มีการกักเก็บน้ำไว้เพียงพอต่อการใช้งานจนส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการดำเนินงานของเศรษฐกิจประเทศ
⦁‘กลาง’ขอรัฐคุมต้นทุน
ด้าน นายธวัชชัย เศรษฐจินดา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง ขอให้รัฐบาลเร่งการแก้ไขปัญหาต้นทุนและค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งจากค่าไฟฟ้า น้ำมัน ค่าแก๊ส ยังคงระดับสูงขณะที่ผู้ประกอบการมีต้นทุนเรื่องค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าขนส่ง รวมถึงนโยบายรัฐจะมีการปรับขึ้นค่าแรงคงต้องดูความเหมาะสมจากการขยายตัวกับเศรษฐกิจ และถ้ามีการปรับขึ้นแล้วผลประโยชน์จะตกที่แรงงานต่างด้าวเป็นสำคัญ ตอนนี้คิดว่ารัฐบาลทำได้เลยน่าจะไปลดปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนให้กับประชาชนและภาคเอกชนเป็นการเร่งด่วน แต่ถ้าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนั้น รัฐบาลต้องมีแผนระยะสั้น กลาง และยาวให้ชัดเจน เพราะการนำเงินงบประมาณมาแจกให้ประชาชน แต่ไม่สร้างรายได้ระยะยาว สุดท้ายมันจะไปสร้างค่านิยมไม่ดีต่อประชาชน
⦁‘ตะวันออก’หวั่นแล้งกดลงทุน
ด้าน นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก กล่าวถึงเรื่องที่เด่นชัดคือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีเรื่องค้างรอการตัดสินใจของรัฐบาลใหม่ต้องรีบทำ เช่น เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน นอกจากนี้ ประเด็นแหล่งน้ำ ยังจำเป็นต้องพัฒนาจากประเด็นคงค้างเดิมที่อ่างเก็บน้ำ เช่น ลุ่มน้ำคลองวังโตนดที่ จ.จันทบุรี จะถ่ายโอนมาที่ จ.ระยอง ยังมีน้ำที่ค้างอยู่ในอ่าง ซึ่งประเด็นน้ำแล้ง เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหลายอุตสาหกรรมไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากกังวลปัญหาขาดแคลนน้ำ เช่น อุตสาหกรรมที่ผลิตชิปที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก เมื่อนักลงทุนเข้ามาดูพื้นที่ในประเทศไทยพบว่ามีความเสี่ยงขาดน้ำสูง ดังนั้น รัฐต้องทำนโยบายให้ชัดเจนว่าในพื้นที่ที่มีการสร้างอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่จะไม่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ และเพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม
⦁‘ใต้’หวังเชื่อมรถไฟบูมค้า-เที่ยว
นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงสิ่งสำคัญขณะนี้คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นปัจจัยหลัก เช่น จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต จากนั้นรัฐบาลต้องสานต่อโครงการที่มีการสร้างโครงสร้างสาธารณะพื้นฐานเดิมที่ยังเสนอค้างไว้ในรัฐบาลก่อน เช่น การสร้างรถไฟที่เชื่อมสองฝั่งทะเล เป็นสิ่งที่สภาหอการค้าไทยได้นำเสนอทุกยุคทุกสมัย แต่ยังไม่ได้รับงบประมาณมาดำเนินการสร้าง หากรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ลงมารับฟังจะนำเสนอเส้นทางรถไฟสุราษฎร์ธานี-ท่านุ่น (พังงา) เป็นทางรถไฟเส้นใหญ่ใช้งบประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท และทางรถไฟสุราษฎร์ธานี-ดอนสัก ใช้งบ 1 หมื่นกว่าล้านบาท โดยรวมทั้ง 2 สายใช้งบ 5 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าสามารถสร้างเส้นทางรถไฟสุราษฎร์ธานี-ท่านุ่น (พังงา) ได้ ประเทศไทยจะได้รถไฟท่องเที่ยวอันดามันตามมา ซึ่งเป็นจุดเดินทางเชื่อมเส้นทาง จ.ระนอง-ตะกั่วป่า-กระบี่-ตรัง และไปออกที่วังประจัน (จ.สตูล) เมื่อเชื่อมสองฝั่งทะเลจะถ่ายเทสินค้าทางการเกษตร และนักท่องเที่ยวผ่านช่องทางนี้ได้
จากความเห็นของเอกชนแต่ละภาค ถือเป็นการแจกโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ ที่รับน้องรัฐบาลใหม่อย่างสาหัส ซึ่งผลลัพธ์การแก้ไขปัญหาจะเป็นอย่างไร เอกชนขีดเส้นใต้ 100 วันจากนี้

