ลุ้นค่าไฟลด 38 สต.จับตายืดหนี้ กฟผ.-สั่ง ปตท.ช่วย น้ำมันรอ รบ.เคาะส่วนลดจากกองทุน-ภาษี
รายงานข่าวแจ้งว่า ความคืบหน้านโยบายลดราคาพลังงาน ทั้งค่าไฟ น้ำมัน ในการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 กันยายน หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 11-12 กันยายนนี้ เบื้องต้นรัฐบาลจะแถลงตัวเลขการลดราคาพลังงานกลุ่มต่างๆ ก่อน จากนั้นจะนำเข้า ครม. โดยในส่วนของค่าไฟขณะนี้ต้นทุนอยู่ที่ 4.07 บาทต่อลิตร จากงวดปัจจุบัน (กันยายน-ธันวาคม 2566) อยู่ที่ 4.45 บาทต่อลิตร หรือสามารถลดลงได้ 38 สตางค์ต่อหน่วย สำหรับวิธีการลดมี 2 แนวทางหลัก คือ การยืดหนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งแนวทางนี้รัฐบาลต้องรับความเสี่ยงสถานะการเงินให้ กฟผ. เพราะกระทบกับเครดิต การลงทุนในอนาคต หรืออาจจัดสรรเงินเข้าช่วยเหลืองวดนี้โดยไม่ต้องยืดหนี้ ซึ่งทุกการลดค่าไฟ 1 สตางค์ ต้องใช้เงิน 600 ล้านบาท หรือใช้เงินประมาณ 22,800 ล้านบาท ก็ต้องดูว่ารัฐบาลจะจัดสรรเงินส่วนนี้อย่างไร
รายงานข่าวระบุว่า อีกแนวทางหนึ่งคือสั่งการให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อาจการันตีราคาก๊าซธรรมชาติจากทุกแหล่งเพื่อคุมต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หรืออาจจัดสรรก๊าซมาผลิตไฟฟ้าให้ครัวเรือนก่อน แต่วิธีดังกล่าวภาคธุรกิจจะใช้ไฟราคาแพงกว่า การสั่ง ปตท.ดูแลราคาจึงเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีเพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ประกอบกับแหล่งเอราวัณปริมาณการผลิตก๊าซปลายปีไม่ถึง 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อตันตามที่แจ้ง ทำให้ต้องนำเข้าแอลเอ็นจีทดแทน 2 ลำต่อเดือน ลำละ 60,000 ตัน ซึ่งราคาแอลเอ็นจีอยู่ที่ 18 เหรียญสหรัฐต่อตัน แพงกว่าก๊าซอ่าวไทย ซึ่งอยู่ที่ 6 เหรียญ
“ต้องดูว่ารัฐบาลจะใช้วิธีไหน จะเลือกสั่ง กฟผ.หาเงินมาอุ้มค่าไฟ หรือเลือกสั่ง ปตท.ให้ดูแลราคาก๊าซ รัฐบาลสั่งได้หมด ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าการอุ้มค่าไฟตอนนี้อาจช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพประชาชนได้บ้าง แต่คงไม่สามารถดูแลต้นทุนราคาสินค้าได้ เพราะราคาขึ้นไปก่อนแล้ว และที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อนไม่ได้ใช้วิธีสั่งการ แต่ให้ กฟผ.ตัดสินใจเอง ซึ่งแน่นอนว่า กฟผ.ต้องเลือกขอให้ชำระหนี้อยู่แล้วเพื่อฐานะการเงินขององค์กร” รายงานข่าวระบุ
รายงานข่าวระบุว่า ด้านราคาน้ำมันขณะนี้ยังไม่มีการหารือกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังว่าจะใช้เครื่องมือใดระหว่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือใช้ควบคู่กัน เพราะยังไม่มีการสั่งการโดยตรงจากรัฐบาล แต่เบื้องต้นได้รับแจ้งให้ร่วมรับฟังการแถลงนโยบายวันที่ 11-12 กันยายนนี้ คาดว่าจะมีความชัดว่าจะใช้แนวทางใดเพื่อให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังไปทำรายละเอียดอย่างเป็นทางการเข้า ครม.วันที่ 13 กันยายน จากปัจจุบันทั้ง 2 กระทรวงทำสมมุติฐานไว้แล้วแต่รอความชัดเจนจากรัฐบาลอยู่ ทั้งนี้ จะลดเฉพาะดีเซล หรือลดเบนซิน และลดในระดับไหร่ ต้องดูนโยบายอีกครั้ง และต้องดูความสามารถของกองทุนน้ำมันฯ และรายได้รัฐที่หายไปประกอบด้วย
“ล่าสุดกองทุนน้ำมันฯติดลบระดับ 60,000 ล้านบาท และเตรียมกู้เพิ่มมาดูแลกองทุนอีก 55,000 ล้านบาท กว่า 45,000 ล้านบาท เป็นการติดลบของบัญชีแอลพีจีที่ตรึงราคาช่วยประชาชน ที่เหลือเป็นบัญชีน้ำมันที่อุดหนุนดีเซล และเก็บเงินผู้ใช้เบนซินร่วมด้วย ล่าสุดราคาดีเซลตลาดโลกพุ่ง 121 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เบนซิน 115 เหรียญสหรัต่อบาร์เรล และแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ช่วงฤดูหนาวปลายปี จะกระทบต่อฐานะกองทุนให้เข้าดูแลดีเซลมากขึ้น ขณะนี้ราคาเบนซินก็มีโอกาสผันผวนอีก” รายงานข่าวระบุ

