‘ตลท.’ ชี้หุ้นแดงรับรัฐบาลแถลงนโยบายเป็นไปตามภาวะตลาดโลก
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หุ้นไทยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดปรับตัวดีขึ้นหลังจากมีรัฐบาลที่ชัดเจน ดัชนีปิดที่ระดับ 1,565.94 จุด บวกขึ้นมา 0.6% สวนทางกับตลาดอื่นที่เป็นลบ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามต่อ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.เรื่องของทิศทางนโยบายการเงินของเฟด หลังจากประชุมวิชาการของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เมือง Jackson Hole ประธานเฟดส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวต่อเพื่อทำให้กรอบเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมาย 2.เศรษฐกิจจีนที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทย และ 3.ผลของมาตรการต่างๆ ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย หลังจากการเติบโตเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ดังที่เห็นผ่านสภาพัฒน์ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2566 ขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสก่อนหน้าโดยเป็นผลมาจากการส่งออกที่หดตัว
นายศรพลกล่าวว่า หลังจากจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีแล้ว โจทย์สำคัญของประเทศไทยต่อจากนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวไว้ในงานไทยแลนด์โฟกัส ว่าหากสามารถมีนโยบายที่ชัดเจนมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้เราสามารถขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น ซึ่งกุญแจสำคัญคือ การเบิกจ่ายงบประมาณที่หากทำได้เร็วมากขึ้นก็จะยิ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น และดึงเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้ รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ได้เน้นย้ำไว้ ทำให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลตามเอกสาร จะเห็นว่ามีความพยายามทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในช่วงที่งบประมาณยังรอการผ่านอยู่ รวมถึงพยายามแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน อาทิ การพักชำระหนี้ให้เกษตรกร ถือเป็นการเร่งแก้ปัญหาในระยะสั้น ซึ่งภาพเหล่านี้จะส่งผลดีกลับมาในตลาดทุนต่อไปด้วย
“การแถลงนโยบายวันแรกของรัฐบาล แต่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงนั้น มองว่าขณะนี้หลายตลาดอื่นก็เคลื่อนไหวในแดนลบเช่นกัน ไม่ได้เป็นแค่ตลาดหุ้นไทยเท่านั้น รวมถึงนโยบายของรัฐบาลนักลงทุนรับรู้แล้วตั้งแต่ผลโหวตนายกฯผ่าน ทำให้ตอนนี้สิ่งที่ต้องรอดูคือ เวลาในการดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงผลในการดำเนินมาตรการด้วย เพราะตอนนี้สิ่งที่นักลงทุนกลัวและกังวลเป็นเรื่องดอกเบี้ยเฟด และเศรษฐกิจในจีนมากที่สุด” นายศรพลกล่าว
นายศรพลกล่าวว่า ในเดือนสิงหาคม 2566 หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 6 วันติดต่อกันอยู่ที่ 1,576.67 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 โดยดัชนีปรับลงไปจุดต่ำสุดที่ 1,466.93 จุด และหากพิจารณาจากอัตราส่วน Forward PE ของดัชนีค่อนข้างต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ทำให้ผู้ลงทุนบุคคลและสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 7 เดือนต่อเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่าภาพรวมเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ และในเดือนสิงหาคม 2566 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 58,579 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 21.1% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 8 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 57,904 ล้านบาท
นายศรพลกล่าวว่า ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 7 โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 14,755 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 โดยทิศทางเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) หลังจากมีรัฐบาลและแถลงนโยบายชัดเจนแล้ว ต้องบอกว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ฟันด์โฟลว์ไม่ได้ไหลออกอย่างรุนแรงเหมือนเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ที่ผ่านมา ในแต่ละเดือนช่วงหลังมีเป็นการขายสุทธิในหลักหมื่นล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2566 ถึงปัจจุบัน ต่างชาติขายสุทธิสะสมกว่า 141,968.20 ล้านบาท เทียบกับปี 2565 ที่ซื้อสุทธิประมาณ 2 แสนล้านบาท
“สิ่งที่ต้องติดตามคือ ดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ที่หากยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เงินก็จะไหลกลับไปฝากที่สหรัฐอยู่ เพราะมีกำไร และความเสี่ยงไม่มากนัก แต่หากมีเรื่องความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และความมั่นใจในตลาดเกิดใหม่มากขึ้น ฟันด์โฟลว์จะเริ่มไหลกลับมา บวกกับไทยยังไม่ได้เป็นประเทศที่มีโฟลว์ไหลเข้ามามากนัก ทำให้ช่วงหลังต่อจากนี้มีโอกาสในการไหลกลับเข้ามามากขึ้นด้วย” นายศรพลกล่าว

