‘ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง’ รับตรวจคำฟ้อง รักษาการเลขาฯ กสทช. ฟ้อง กก.กับพวก พร้อมนัดฟังคำสั่ง 3 ต.ค.นี้

12.09.23 | 15:09 น.

“ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง” รับตรวจคำฟ้อง รักษาการเลขาฯ กสทช. ฟ้อง กก.กับพวก พร้อมนัดฟังคำสั่ง 3 ต.ค.นี้

 

ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง รับตรวจคำฟ้อง รักษาการเลขา กสทช.ยื่นฟ้อง กก.กับพวก นัดฟังคำสั่ง 3 ต.ค.นี้ ปมถูกกล่าวหาหนุนค่าใช้จ่ายซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอาจฝ่าฝืนกม.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ออกเอกสารแถลงข่าวเรื่อง  รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการ กสทช. กับพวกรวม 5 คน กรณีสอบสวนข้อเท็จจริงกล่าวหาโจทก์เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายและดำเนินการให้มีการเปลี่ยนรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ โดยมิชอบ โดยมีรายละเอียดว่า

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 11 ก.ย. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ที่ 1 ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต ที่ 2 รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ที่ 3 รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ที่ 4 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ ที่ 5 เป็นจำเลย ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 155/2566 ข้อหา เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานยุทธศาสตร์และกิจการองค์กร และเป็นพนักงานผู้ปฏิบัติงานของสานักงาน กสทช. ตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ จำเลยที่ 3 เป็นกรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ และจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม  ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นพนักงานผู้ปฏิบัติงานของสานักงาน กสทช.

Advertisement

เหตุคดีนี้เกิดจาก เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้มีคำสั่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ลับ) ที่ 7/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งเป็นบุคคลที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้เสนอให้เข้ามาทำหน้าที่ในคณะอนุกรรมการเองทั้งสิ้น อันอาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติที่ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.)ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทาไว้กับสานักงาน กสทช. ต่อมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2566 คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริง (ลับ)

โดยคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวได้ประชุมพิจารณามีความเห็นในการประชุมคณะอนุกรรมการ ครั้งที่
6/2566 ด้วยคะแนนเสียงส่วนมาก 4 เสียง มีความเห็นว่า กรณีการดำเนินการสำนักงาน กสทช.
เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย
อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่
ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนากกองทุนวิจัยและพัฒนา
กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.)
ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Mou) ที่ได้ทำกับสานักงาน กสทช. ส่วนอนุกรรมการอีก 2 เสียง
ไม่ลงความเห็น ความเห็นของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นแต่เพียงความเห็นลอยๆ ว่า
อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่
ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นการขอรับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนา
กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.)
เท่านั้น

และในวันประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 : รายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขัน ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น ที่ประชุมได้มีมติ ดังนี้

1. รับทราบรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

2. ที่ประชุมมีการพิจารณาข้อเสนอตามรายงานฯ ข้อ 1 ที่เสนอว่า “การดำเนินการของการกระทำของนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล (โจทก์) รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการกสทช. เกี่ยวกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย อาจมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้องและมติที่ประชุม กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนจากกองทุน กทปส. ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ที่ได้ทาไว้กับสำนักงาน กสทช. โดยจาเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ได้ลงมติเสียงข้างมากให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ และลงมติให้มีการเปลี่ยนตัวรองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. (หมายถึงโจทก์) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น

การกระทำของจาเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่พิจารณาลงมติระเบียบวาระที่ 5.22 เป็นการกระทำที่ขัดต่อ
ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วย
ข้อบังคับการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
แห่งชาติ พ.ศ.2555 ข้อ 21 และข้อ 29 จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ในฐานะ กสทช. จึงไม่มีอำนาจและ
หน้าที่ในการลงมติให้ประธานกรรมการหรือสานักงาน กสทช. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย
โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ได้สมคบกันเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะกรรมการ กสทช. โดยวาง
แผนการและแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ที่ประชุม กสทช. ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 วาระที่
5.22 มีมติปลดโจทก์ออกจากตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ กสทช. โดยมีเจตนาทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์
ให้จำเลยที่ 5 โดยเสนอให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นผู้รักษาการเลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์
ซึ่งจะเห็นได้จากพฤติการณ์ของจำเลยแต่ละคนที่ได้ร่วมกันวางแผนและดำเนินการ โดยแบ่งหน้าที่กันทำ

ก่อนจะมีการประชุม ยังมี ข้อ 2 ที่ว่า “การกระทำของ กกท. และพนักงานที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายเป็น
การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประกาศที่เกี่ยวข้อง และมติที่ประชุมของ กสทช. รวมทั้งข้อเสนอของ
กกท. ที่ได้ยื่นขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน ตลอดจนบันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่ได้ทำ
ไว้กับสานักงาน กสทช. จึงสมควรส่งเรื่องให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ กรณีดังกล่าวเพื่อดำเนินการ
ต่อไป…” แต่ด้วยเจตนาทุจริตที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ซึ่งรวมกันเป็นเสียงส่วนใหญ่ของที่
ประชุม มิได้หยิบยกข้อเสนอพิจารณาข้อที่ 2 ข้างต้นมาพิจารณาแต่อย่างใด แต่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่
4 กลับร่วมกันผลักดันโดยอาศัยคะแนนเสียง 4 เสียง ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก ลงมติเพียงเฉพาะตามความ
ประสงค์ของจำเลยที่1  ถึงจำเลยที่ 4 ทั้งที่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ระเบียบ และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต แม้จะได้รับการทักท้วงและคัดค้านจากประธาน และกรรมการเสียงข้างน้อยก็ตาม ที่ประชุม กสทช. จะได้มีการพิจารณาทบทวนมติดังกล่าว

และมีการลงมติใหม่อีกครั้งให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตาม
ระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 แล้วก็ตาม แต่ด้วยเจตนาทุจริตจำเลยที่ 1
ถึงจำเลยที่ 4 ก็ยืนยันเสนอและลงมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ดำรงตาแหน่งรักษาการ เลขาธิการ กสทช.
จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้จำเลยที่ 5 มาดำรงตำแหน่งแทนโจทก์ โดยจำเลย
ที่ 1 เป็นผู้เสนอให้ที่ประชุมมีมติให้แต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และจำเลย
ที่ 4 เป็นผู้สนับสนุน โดยอ้างความอาวุโสของจำเลยที่ 5 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ก็ลงมติ
เห็นชอบ

ทั้งที่ตามระเบียบว่าด้วยการรักษาการแทน การปฏิบัติการแทน และการปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทน ในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และพนักงาน กสทช. พ.ศ.2555 ในข้อ 6 กำหนดให้ประธาน โดยการเห็นชอบของ กสทช. แต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งตามเห็นสมควรเป็นผู้รักษาการแทน จึงเป็นอำนาจของประธานโดยแท้ในการที่จะเสนอผู้ใดตามที่เห็นสมควร จำเลยทั้งสี่ทราบดีว่าประธาน กสทช.ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่สามารถลงนามคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 5 เป็นรักษาการแทนเลขาธิการตามมติที่ประชุมได้ ประกอบกับจำเลยที่ 5 มีเวลาปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งฯ ของโจทก์ที่ให้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2566 จำเลยทั้งสี่โดยทุจริตเพื่อให้จำเลยที่ 5 ได้เข้ารับตาแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ได้เร่งรีบจัดทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดถึงจาเลยที่ 5 ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติรักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ให้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์

การที่จำเลยที่ 5 มีคำสั่งแต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาเป็นประธานกรรมการสอบสวน ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องมีการติดต่อประสานกับบุคคลนั้นก่อนว่ายินดีจะรับเป็นประธานกรรมการสอบสวนหรือไม่ และต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวมีคุณสมบัติตามประกาศฯ ข้อ 3 หรือไม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่จำเลยที่ 5 ซึ่งเพิ่งได้รับหนังสือจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เพียงวัน กลับสามารถออกคาสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนลงวันที่ 16 มิถุนายน 2566 ได้ทันที แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 5 รับรู้ล่วงหน้าและสมคบกับจำเลยที่ 1ถึงจำเลยที่ 4 มาก่อนจึงได้จัดเตรียมและติดต่อบุคคลที่ตนเองไว้ใจได้มารับหน้าที่เป็นประธานการสอบสวนไว้ก่อนแล้ว ทำให้สามารถออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนได้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว

การกระทำของจาเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
รู้ดีอยู่แล้วว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการดำเนินการของสานักงาน กสทช. เกี่ยวกับ
การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ไม่ใช่
คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสืบสวน ในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือมี
กรณีเป็นที่สงสัยว่ามีผู้ใดกระทำผิดวินัย แต่จาเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และจำเลยที่ 4 กลับลงมติโดยถือเอา
รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง มาเป็นรายงาน
การสืบสวนทางวินัย และนามาใช้เป็นมูลเหตุในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับโจทก์

การกระทาของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ถือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย
กฎหมาย และไม่เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารบุคคล พ.ศ. 2565 ข้อ 57 และข้อ 58
การกระทาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยที่ 5 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ
กสทช. (ตามคาสั่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคม
แห่งชาติ ที่ 2/2563) ได้รับความเสียหาย ต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน ถูกเสนอให้ต้องพ้นจาก
ตาแหน่งหน้าที่รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ก่อให้เกิดความสับสน ความแตกแยกในหมู่พนักงาน
เกิดความกระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา ทาให้โจทก์เสียชื่อเสียง เพราะมีข่าวออกเผยแพร่ทันที
ภายหลังการประชุม กสทช. เสร็จสิ้น รวมถึงหมดโอกาสในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานจากการ
กระทาของจาเลยทั้งห้า ทำให้โจทก์ได้รับผลกระทบต่อการพิจารณาคัดเลือกแต่งตั้งดำรงตาแหน่ง
เลขาธิการ กสทช. ซึ่งจะมีขึ้นในภายภาคหน้าต่อไปด้วย

จำเลยที่ 5 เป็นรองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และเป็นผู้รักษาการแทนโจทก์ แต่จาเลยที่ 5 โดยเจตนาทุจริตกลับจัดทำบันทึกข้อความ ด่วนที่สุด (ลับ) ส่วนงานเลขานุการ กสทช. สายกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (สท.) ที่ สทช 2300/58 วันที่ 16 มิถุนายน 2566 แต่งตั้งตนเองเป็นพนักงานผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. แทนโจทก์ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และตนเองจะได้ดารงตาแหน่งแทน จึงเป็นการจงใจปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

ด้วยกฎหมายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดของจาเลยที่ 1 ถึง
ที่ 4 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหาย เป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ
หน้าที่โดยทุจริต หรือเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือตำแหน่ง
หน้าที่ หรือใช้อานาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวล
กฎหมายอาญามาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 อีกทั้งภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3
จำเลยที่ 4 ได้ร่วมกันลงมติตามระเบียบวาระ 5.22 ในการประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่
9 มิถุนายน 2566 และจาเลยที่ 5 ได้จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์แล้ว
ปรากฏว่าสื่อมวลชนได้มีการนำเสนอและเผยแพร่ข่าวที่ กสทช. มีมติปลดโจทก์ และให้โจทก์หยุดปฏิบัติ
หน้าที่ ผ่านทางสื่อหลายสำนัก หลายช่องทางด้วยกันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจาก
การนำาเสนอข่าวดังกล่าว ชื่อเสียง รวมถึงเสียโอกาสในหน้าที่การงาน

เหตุคดีนี้เกิดที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สานักงาน กสทช.) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร โจทก์มิได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะประสงค์จะดำเนินคดีด้วยตนเอง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางรับคดีไว้เพื่อตรวจคำฟ้อง ให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา ในวันที่ 3 ตุลาคม 2566 เวลา 9.30 น.