ม.หอค้า เชื่อโครงการเงินดิจิทัล 1 หมื่น ‘ไม่รั่วไหล’ รัฐบาลจัดการเรื่องรัศมี 4 กม.ได้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า การแจกเงินดิจิทัลให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป ประมาณ 50 ล้านคน ใช้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท หอการค้าเชื่อว่ารัฐบาลจะนำมาตรการออกมาใช้ช่วงไตรมาสที่ 1 ของ 2567 หรืออย่างช้าเดือนเมษายน 2567 คือต้นไตรมาสที่ 2 เนื่องจากหลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาแล้วจะไปดำเนินการเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ดูว่าแต่ละกระทรวงหน่วยงานรัฐจะต้องใช้งบเท่าไหร่ รัฐบาลจะได้รู้ว่าจะเหลือเงินในการนำมาใช้กับมาตรการเร่งด่วนอย่างไร
โดยการกระตุ้นใช้เงินช่วงต้นปีสอดคล้องกับช่วงของเทศกาลปีใหม่ เชื่อว่าตั้งแต่ปลายปี 2566 ถึงปีใหม่ 2567 การท่องเที่ยวจะโดดเด่นขึ้น และการจับจ่ายใช้สอยช่วงปีใหม่ และตรุษจีน 2567 จะมีบรรยากาศที่คึกคัก
การเติมเงินดิจิทัลเดือนกุมภาพันธ์ 2567 จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 1-2 ของปี 2567 เป็นช่วงเหมาะสม เพราะครึ่งหลังของปี 2567 หรือตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป การส่งออกไทยจะดีขึ้น ดังนั้นเงินดิจิทัลที่ออกมาต้นปีจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงเหวี่ยงในการฟื้นตัวได้รวดเร็วและเหมาะสม
หอการค้าไทยประเมินว่าเงินดิจิทัลควรจะหมุน 2-3 รอบ กระตุ้นเศรษฐกิจ 2-3% หากรัฐบาลสละงบประมาณมาทำเงินดิจิทัลและชะลอโครงการอื่นๆ ออกไปก่อนน่าจะทำให้ จากเดิมคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะเติบโต 3-4% การเติมเงินดิจิทัลเข้าไปจีดีพีมีโอกาสได้ถึง 5% หรือมากกว่านั้น
เม็ดเงินโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นเงินที่ถูกใช้ทันที ไม่ต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้าง จึงเป็นเงินที่ไม่มีการรั่วไหล เม็ดเงิน 5 แสนล้านบาทถูกใช้ทันทีทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบ้าง บางคนอาจทำงานต่างถิ่น ทำงานในกรุงเทพฯ แต่ต้องใช้เงินตามทะเทียนบ้าน อาจจะทำให้ต้องรอใช้เงินในจังหวะที่กลับบ้าน และเชื่อว่ายังมีคน 60-70% ที่อยู่ในภูมิลำเนา
ประเมินว่าการใช้จ่ายเงินดิจิทัลช่วงแรกจะมีการใช้วงเงินค่อนข้างสูง อาจใช้จ่ายรวมกันครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 2.5 แสนล้านบาท หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ วันหยุดหลายวัน คนเดินทางกลับบ้านจะเป็นโอกาสให้ใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตร (กม.) ตามทะเบียนบ้านได้ ฉะนั้นเงินดิจิทัลที่ถูกใช้ออกไปจะไม่รั่วไหลเลย เพราะประชาชนทุกคนจะใช้เต็มจำนวน เงินหมุนหลายรอบ เนื่องจากหลังใช้จ่ายเงินดิจิทัลแล้ว ของในสต๊อกจะหมดลง ต้องสั่งจากส่วนกลางออกไปเติมสินค้าใหม่
สำหรับข้อจำกัดใช้จ่ายในรัศมี 4 กม.ตามทะเบียนบ้าน เชื่อว่ารัฐบาลมีความตั้งใจให้เงินหมุนในท้องถิ่น ไม่มีการใช้ข้ามจังหวัด ข้ามพื้นที่ ขณะนี้รัฐบาลสามารถใช้กลไกผ่านกระทรวงสาธรณสุข กระทรวงมหาดไทย หรือคลังจังหวัด ไปสำรวจพื้นที่ว่าในรัศมี 4 กม. มีพื้นที่ไหนไม่สามารถใช้จ่ายได้บ้าง ปรับบางพื้นที่ให้ยืดหยุ่นตามปัญหาได้ เพราะเลขประจำตัวประชาชนล็อกได้ว่าคนใช้จ่ายอาศัยอยู่โซนไหน มีร้านค้าหรือไม่
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ขณะเดียวกันร้านที่เข้าร่วมโครงการ ควรจะมีหมายเลขกำกับ แสดงให้เห็นว่าร้านตั้งอยู่ที่ใด ให้คนเข้ามาใช้จ่ายได้ เรื่องเหล่านี้เป็นข้อมูลทางเทคนิค ปรับประยุกต์ได้ เชื่อว่าร้านค้า 70-80% ที่เข้าร่วมจะครบคลุมพื้นที่ 4 กม.ของคนใช้จ่าย ดังนั้นรัฐบาลจึงยังจัดการได้

