‘ภูมิธรรม’ สั่งวิเคราะห์ต้นทุนสินค้า ย้ำ ต.ค.เริ่มลดราคาสินค้า ลุย 7 นโยบายใน 100 วันแรก
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงวงพาณิชย์ เปิดแถลงภายหลังประชุมหารือและมอบนโยบายให้กับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้มอบนโยบายใน 7 ด้าน เพื่อให้เกิดการปฏิบัติร่วมกัน และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายการทำงาน ประกอบด้วย นโยบายลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นโยบายลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นโยบายการทำงานเชิงรุกและบูรณาการการทำงานร่วมกัน ของพาณิชย์จังหวัดและทูตพาณิชย์ นโยบายแก้ไขข้อจำกัดของกฎหมาย นโยบายร่วมขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายเร่งขยับตัวเลขการส่งออก เปลี่ยนจากติดลบให้เป็นบวก และนโยบายผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้า (เอฟทีแอ)
นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า สำหรับการลดค่าครองชีพ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปรับลดค่าไฟ น้ำมันดีเซล และมีผลในเดือนกันยายนนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าภายใน วิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งระบบ เพราะเมื่อต้นทุนและค่าใช้จ่ายลดลง ย่อมมีผลต่อราคาสินค้าที่ลดลง เบื้องต้นจะเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคลดราคาได้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นไปและลดส่วนใหญ่ในปลายปีเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2567 นี้ ส่วนมีรายการอะไร อัตราลดได้เท่าไหร่ อยู่ระหว่างการวิเคราะห์และทยอยหารือกับผู้ผลิตรายใหญ่และภาคเอกชนทั้งหมด ทั้งหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะเรียกประชุมในสัปดาห์หน้า ต่อจากวันนี้ (14 กันยายน) ได้หารือกับผู้ประกอบการโรงสีและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
“ยังสั่งการให้กรมการค้าภายในเตรียมเครือข่ายและช่องทางเปิดรับดิจิทัลวอลเล็ต เช่น รถโมบาย เป็นต้น พร้อมกับประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตร เพื่อลดภาระเกษตรกรและเพิ่มรายได้ สำหรับงานด้านอื่นๆ เช่น การเจรจาการค้า การส่งออก การดูแลภาคธุรกิจ ก็ให้ทุกภาคส่วนจัดทำแผนและนำมาหารืออีกครั้งภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป โดยในส่วนของการส่งออก ยังคงเป้าหมายผลักดันขยายตัว 1-2% อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ภายใน 15 วัน จะได้เห็นแนวทางการทำงาน และงานเร่งด่วนหรือควิกวิน ตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว และว่า ส่วนการแบ่งงาน จะชัดเจนภายใน 1-2 วันนี้ เบื้องต้น ตนจะดูองค์การคลังสินค้า (อคส.) เอง เพื่อสะสางปัญหาและคดีที่ค้างคา

นายภูมิธรรมกล่าวถึงรายละเอียด 7 นโยบาย ประกอบด้วย 1.นโยบาย “ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” เน้นการรดน้ำที่รากดูแลคนตัวเล็ก โดยการลดค่าใช้จ่าย ในส่วนประชาชน : ดูแลภาระค่าครองชีพโดยเพิ่มทางเลือกในการบริโภคและกระจายสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาเป็นธรรมเน้นให้บริโภคสินค้า/ร้านค้าที่อยู่ในชุมชน (เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง) ในส่วนเกษตรกรและผู้ประกอบการ : ดูแลต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร (เช่น ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเครื่องจักร) และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการโดยส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเช่นกระทรวงเกษตรฯ (ด้านวัตถุดิบด้านการผลิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (ด้านมาตรฐานสินค้า) และหน่วยงานอื่นๆ ในส่วนเพิ่มรายได้ ในส่วนประชาชน : เพิ่มความรู้ด้านการค้าขายให้แก่ประชาชนโดยเชื่อมโยงกับนโยบาย 1 ครอบครัว 1 ทักษะ เพื่อให้เกิดอาชีพและมีรายได้สร้างความเข้มแข็งให้ฐานราก
ในส่วนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย : พัฒนาและขยายช่องทางการจำหน่ายที่เหมาะสมทั้งออนไลน์และออฟไลน์รวมถึงสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมและสร้างพลังให้ผู้ประกอบการรายย่อย (คนตัวเล็ก) ในส่วนขยายโอกาส : ปรับปรุง/พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในประเทศ ได้แก่ เพิ่มช่องทางการค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สร้างโอกาสการเข้าถึงตลาดผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของกระทรวงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เช่น จัดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้จัดแสดงสินค้า ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อให้เกิดผลต่อการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน โดยมีรายได้สุทธิที่สูงขึ้น
2.นโยบายบริหารให้เกิดความสมดุล ระหว่างประชาชนผู้บริโภค เกษตรกรผู้ผลิต และผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ให้ทุกฝ่ายสามารถดำรงชีวิต ดำเนินธุรกิจไปได้ สร้างผลประโยชน์ที่ได้รับด้วยกันทุกฝ่าย อาทิ เกษตรกร : บริหารจัดการสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ (ล้นตลาดและขาดตลาด) โดยสร้างหลักประกันว่าผลผลิตต้องขายได้ในราคาที่เหมาะสมมีการจัดช่องทางการจำหน่ายและกระจายผลผลิตที่มีประสิทธิภาพรองรับ รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาเชิงรุกโดยส่งเสริมและให้ความรู้/นวัตกรรมในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและทำให้เกษตรกรมีรายได้ เช่น เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งกำกับดูแลต้นทุน

และปัจจัยการผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น ค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง ในส่วนประชาชน : จัดหาสินค้าที่มีคุณภาพดีราคาเป็นธรรมและสร้างการเข้าถึงให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเพิ่มร้านค้า/แหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้ครอบคลุมถึงระดับชุมชนรวมทั้งกำกับดูแลและแจ้งเตือน (Early Warning) อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดปัญหาราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง ในส่วนผู้ประกอบการ : ส่งเสริมพัฒนาทักษะความรู้และขีดความสามารถด้านการตลาดที่จำเป็นเพื่อให้เป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมีความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างโอกาสและช่องทางการตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น เจรจาการค้ากับคู่ค้าในต่างประเทศ เพิ่มกิจกรรมการบุกตลาดในต่างประเทศและประเทศเพื่อนบ้านทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์
3.นโยบายการทำงานเชิงรุกและบูรณาการการทำงานร่วมกันของพาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ได้แก่ วางแผนยุทธศาสตร์หรือแผนบริหารจัดการสินค้าอย่างครบวงจรร่วมกัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อ “รักษาตลาดเดิม เสริมตลาดใหม่” อีกทั้งเพิ่มบทบาท “พาณิชย์คู่คิด SME” ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถส่งออกได้ อาทิ การให้คำปรึกษา ในด้านกฎระเบียบการนำเข้าของตลาดต่างประเทศเชิงลึก เช่น การจัดตั้งบริษัท การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดเป้าหมายและสร้างเครือข่ายพันธมิตร การจัดทำคู่มือภาษาไทยที่เข้าใจง่าย
การเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลทั้งในด้านสินค้าศักยภาพของไทยและความต้องการสินค้าจากต่างประเทศที่ครบวงจรและเป็นปัจจุบันตลอดเวลาสามารถโต้ตอบระหว่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว
4.นโยบายแก้ไขข้อจำกัดของกฎหมาย ได้แก่ แก้ไข/ปรับปรุงกฎหมายเก่าที่ล้าสมัยเป็นอุปสรรคทางการค้าเพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ รวมถึงสร้าง/บัญญัติกฎหมายใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก เช่น ด้านการผลิตการค้าในรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะกฎหมายเพื่อให้เท่าทันกับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งการพัฒนาของเทคโนโลยี AI
5.นโยบายร่วมขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลช่องทางการตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริม เช่น ร้านค้าธงฟ้า ร้านอาหารธงฟ้า ตลาดต้องชม Farm Outlet หมู่บ้านทำมาค้าขาย เพื่อให้การใช้งานดิจิทัลวอลเล็ตของประชาชนในพื้นที่ไม่เกิน 4 กม. สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าของประชาชนซึ่งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดในการใช้ดิจิทัลวอลเล็ต เช่น การจัดรถพุ่มพวงเข้าไปจำหน่ายสินค้า
6.นโยบายเร่งขยับตัวเลขการส่งออก เปลี่ยนจากติดลบให้เป็นบวก ได้แก่ สร้างกระแส/ใช้ประโยชน์จากซอฟต์เพาเวอร์ของไทย และสร้างสตอรี่ให้กับให้สินค้าและบริการไทยเชื่อมโยงกับภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร วัฒนธรรม ภาพยนตร์ แอนิเมชั่น และการท่องเที่ยว รวมถึงจัดทำข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และวิเคราะห์ความต้องการของตลาดทั่วโลกข้อมูลเชิงลึกพฤติกรรมผู้บริโภควิถีชีวิต pain point ในแต่ละกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย และจัดทำกลยุทธ์ส่งเสริมการตลาด พร้อมกับแก้ไข ปรับปรุง พัฒนา ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การค้าชายแดน และการค้าข้ามแดน มีความสะดวกและคล่องตัว ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น หนองคาย แม่สาย สะเดา

การมุ่งเน้นการขจัดปัญหาคอขวดที่เป็นอุปสรรคต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำตลอดโซ่อุปทาน เพื่อให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดในต่างประเทศรวดเร็วในราคาที่แข่งขันได้ โดยการคัดเลือกสินค้าประเภทที่มีปัญหาไม่ซับซ้อนสามารถแก้ไขข้อจำกัดได้ไม่ยาก ทำเป็นตัวอย่างนำร่อง อีกทั้งผลักดันและสร้างระบบนิเวศในการยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย (Logistics Service Providers) เป็นผู้ให้บริการระดับภูมิภาค (การยกระดับให้ไทยเป็น Logistics Hub ของภูมิภาค นอกจากการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แล้ว ยังต้องอาศัยการที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยสามารถขยายธุรกิจและบริการไปในประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ซึ่งนอกจากจะสร้างขีดความสามารถให้กับสินค้าไทย ยังเป็นการนำเงินตราเข้าประเทศ และเป็นการยกระดับประเทศไทยเป็น Logistics Hub ของภูมิภาคอย่างแท้จริง)
7.นโยบายผลักดันให้มีการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรองรับและส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยในมาตรฐานความยั่งยืนที่เป็นกรอบกติกาใหม่ของโลก ได้แก่ สร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้แก่ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็ก และเตรียมความพร้อมให้ดำเนินธุรกิจสอดรับกับกฎกติกาใหม่ๆ ของโลก เช่น Carbon Credit /BCG / SDGs โดยการสร้างผู้ประกอบการไทยเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตและสร้างสินค้าแบรนด์ไทยที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนด้านต่างๆ
การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ในประเทศ รัฐบาลจะจัดทำ Matching Fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อลงทุนพัฒนาสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก สร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจใหม่ อีกทั้งนำผลของการเจรจาเอฟทีเอมาสื่อสารทำความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบที่ได้รับผลประโยชน์จากเอฟทีเอในแต่ละฉบับ เพื่อนำไปสู่การผลักดันให้มีปริมาณการส่งออก
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรงวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในประสานผู้ผลิต ถอดต้นทุนว่าสินค้าแต่ละรายการใช้ไฟฟ้า ใช้ดีเซล เท่าไหร่ ซึ่งต้นทุนพลังงานดีเซลเป็นสัดส่วน 30-40% ของโครงสร้างต้นทุนรวม ซึ่งต้องพิจารณารวมกับการขอความร่วมมือตรึงราคาก่อนหน้านี้ และปัจจัยด้านอื่นๆ ไม่เกิน 15 วัน จากนี้จะชัดเจนและประกาศให้ประชาชนได้รู้ว่าสินค้าใดลดราคาและลดเท่าไหร่ ส่วนการดูแลราคาพืชเกษตร อย่าง ข้าว นโยบายจำนำไม่ต้องพูดถึง ไม่มีแน่นอน ส่วนประกันรายได้ก็ใช้เม็ดเงินมากก็ยังต้องมีนโยบายดูแล โดยใช้กลไกส่งเสริมรวบรวมและดูดซับส่วนเกินออกจากระบบ เน้นให้เกิดการส่งเสริมอย่างยั่งยืน ส่วนประกันรายได้จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะนำมาใช้

