ส.เอสเอ็มอี เสนอ ‘ภูมิธรรม’ ส่งเสริม 4 ข้อ เพื่อการพัฒนาธุรกิจรายเล็ก ชงตั้งกองทุนคาร์บอนเครดิต
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ มติชน ถึงการเข้าพบและประชุมหารือกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อบ่ายของวันที่ 14 กันยายน ที่กระทรวงพาณิชย์ ว่า สมาพันธ์ได้จัดทำข้อเสนอและแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนี้
1. “Thai Direct Investment” การส่งเสริมผู้ประกอบการไทยลงทุนให้สิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ในการผลิตสินค้า บริการทดแทนการนำเข้า และเร่งพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเพื่อยกระดับการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีฐานข้อมูลการนำเข้า ส่งออก จัดทำแผนยุทธศาสตร์การลดการนำเข้าพึ่งพาตยเองและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในประเทศผลิตทดแทนการนำเข้าในตลาดที่เรามีอยู่ และขยายตลาดกลุ่ม Creative Economy และ BCG Economy โดยมุ่งเป้าให้โอกาสไปเติบโตในต่างประเทศ อาทิ กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ ร้านสปา ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร กีฬา แฟชั่น วัฒนธรรม เป็นต้น
2. “Thai Trade & Branding Agency” การขยายตลาด และการเข้าถึงนวัตกรรมนำเศรษฐกิจดิจิทัลขยายผล สร้างกลไกการช่วยเหลือเอสเอ็มอี สหกรณ์ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมการส่งออก-นำเข้า-แบรนดิ้ง กลุ่มผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถ มีสินค้า บริการที่มีคุณภาพแต่ขาดโอกาสและอุปสรรคการเข้าถึงตลาด ให้สามารถมีหน่วยงานขับเคลื่อนตลาดในและต่างประเทศเพื่อรวมซื้อรวมขาย ซึ่งประเทศจีนมีรัฐวิสาหกิจ COFCO ดำเนินการรวบรวมสินค้าผลผลิตทางการเกษตรต่างๆ จากทั้งในและต่างประเทศเพิ่มอำนาจการต่อรอง และสร้างแบรนด์อีกด้วย โดยอาจทำในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Public Organization หรือ PPP (Public Private Partnership)

3. “Thai Select เพิ่มช่องทางตลาดต่างประเทศที่ให้โอกาสสินค้าเศรษฐกิจฐานรากไทย” การใช้กลไก Thai Select กว่า 5,000 ร้านในต่างประเทศ รองรับสินค้าเกษตร เอสเอ็มอี เพื่อขยายตลาด ยกระดับราคา คุณภาพ แก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตรราคาตกต่ำ โดยสามารถนำผลผลิตเกษตร ผลไม้ไทยที่ล้นตลาดไปให้ชาวต่างชาติได้ชิม และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผลไม้ไทย สินค้าไทยรวมทั้งสามารถระบายสินค้าในประเทศให้มีราคาดีอีกทางหนึ่ง
และ 4. “กองทุนคาร์บอนเครดิตเพื่อเกษตรกร และเอสเอ็มอีไทย” เพื่อรองรับสงครามการค้าคาร์บอนเครดิต ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่งออก นำเข้า และ Supply chain ซึ่งสินค้าเกษตรส่งออกปีละกว่า 1.8 ล้านล้านบาท และเอสเอ็มอีภาคส่วออกทางตรง 22,000 ราย มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 13 ของการส่งออกทั้งหมด และยังไม่นับรวม Supply chain ที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกมากมายที่จะได้รับผลกระทบจากคาร์บอนเครดิต ทั้งเรื่ององค์ความรู้ ความตระหนักเศรษฐกิจสีเขียว ต้นทุนและการเข้าถึงการตรวจประเมินคาร์บอนฟุตปริ้น รวมทั้งกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่จะต้องทำให้เป็นโอกาสไม่ใช่อุปสรรคของเกษตรกรและเอสเอ็มอี


