“ทีทีบี” ห่วง ‘แจกเงินดิจิทัล’ ดันเพดานหนี้สาธารณะแตะระดับ 70% ใน 3 ปี
เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายนริศ สถาผลเดชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics เปิดเผยถึงการดำเนินนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท อาจเพิ่มหนี้สาธารณะ ว่า บริบทหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ก็เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายการคลังเช่นกัน แม้หนี้สาธารณะคงค้างของไทยยังต่ำกว่ากรอบเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% หรือคิดเป็นมูลค่า 14 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 61.7% ต่อจีดีพีในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่า 10.97 ล้านล้านบาท
นายนริศ กล่าวว่า การขาดดุลการคลังต่อเนื่องมาตลอดหลายสิบปี จากโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ สวนทางกับภาระรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอด ส่งผลให้รัฐจะต้องกู้เงิน เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเป็นประจำราว 3-5% ของจีดีพี และดันให้ยอดหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นปีละ 6-8%
ขณะเดียวกัน หากดำเนินมาตรการแจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ใช้เงินงบประมาณสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะพุ่งแตะระดับ 65-66% ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังจะทำให้หนี้สาธารณะไทยเสี่ยงแตะกรอบเพดานหนี้ที่ 70% ต่อจีดีพีภายในปี 2570 หรืออาจจะทะลุภายใน 3 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่า ภาระการคลังจะเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีข้อจำกัดในการออกมาตรการช่วยเหลือต่างๆ มากขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ คาดการการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2567 คาดว่าจะโต 3.2% แต่หากรวมเม็ดเงินจากการทำนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท กรณีที่มีการหมุน 1 รอบ จะทำให้จีดีพีขยับเพิ่มขึ้นได้อีก 0.5% หรือทำให้จีดีพีแตะระดับ 3.7% ได้ เช่น การใช้เงินซื้อไอโฟนก็ทำให้เงินหมุนเวียน 1 รอบ เพราะเงินไหลไปในทางเดียว แต่ถ้าเงินถูกหมุนเวียนถึง 3-4 รอบ หรือมีการใช้จ่ายมากกว่า 1 ครั้งอาจทำให้จีดีพีทะลุ 4% ได้ ในกรณีที่มีการใช้จ่ายเงินในสินค้าบริการ เช่น ร้านอาหาร ร้านนวด จะกระจายรายได้ที่สร้างตัวคูณได้ดีกว่า และถูกกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทั่วถึง
“มุมที่ต้องคิดในระยะยาวคือทำนโยบายอย่างไรให้งบประมาณกลับมาสมดุล เราเป็นประเทศที่เสพติดการกระตุ้นเศรษฐกิจมากจนเกินไป ซึ่งการใช้เครื่องมือต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นจะมีผลข้างเคียงตามมา”นายนริศกล่าว
นายนริศ กล่าวว่า ด้านความคุ้มค่ากับการทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของนโยบาย โดยเงื่อนไขของนโยบายสามารถตั้งได้หลายรูปแบบ แต่ควรทำเฉพาะเจาะจงในบางกลุ่มมากขึ้น หรือมีความจำเป็นหรือไม่ที่กลุ่มอายุ 16 ปีขึ้นไปจะต้องได้ทุกคน ซึ่งคนที่มีรายได้และไม่มีผลกระทบต่อรายจ่าย หากย้อนกลับไปดูภาคการบริโภคของไทยยังโตต่อเนื่อง
“ฉะนั้น โจทย์ของนโยบายไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภคให้กับทุกคน เพราะมีคนที่พร้อมใช้จ่ายอยู่ต่อเนื่อง แต่จุดสมดุลคือกระตุ้นอย่างไรให้กลุ่มเปราะบางมีการใช้จ่ายมากขึ้น ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องการจำกัดกลุ่มให้เจาะจงมากขึ้น หรือจำกัดประเภทสินค้าที่แคบลง”นายนริศกล่าว
ทั้งนี้ สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยประเมินว่า เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังจะขยายตัว 3.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นำโดยแรงสนับสนุนจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยคาดว่า จะปรับตัวดีขึ้นหลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว และแรงกระตุ้นบางส่วนผ่านการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า (Free Visa) ให้แก่นักท่องเที่ยวจีน เช่นเดียวกับ ภาคการส่งออกที่จะทยอยปรับดีขึ้นจากแรงส่งด้านราคาของสินค้ากลุ่มพลังงาน และอาหาร รวมถึงผลของฐานต่ำในปีก่อนหน้า
นายนริศ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำรออยู่ข้างหน้า ประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้มาก
ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยตลอดครึ่งแรกของปี 2566 ขยายตัวได้ 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า ทำให้ ttb analytics ปรับลดประมาณการตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2566 ลงจาก 3.2% เป็น 2.8% และ ในปี 2567 จาก 3.6% เป็น 3.2% ตามลำดับ
นายนริศ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.แรงส่งจากเศรษฐกิจจีนที่แผ่วกว่าที่คาด ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจทำให้ภาคส่งออกฟื้นตัวได้ล่าช้าและ ไม่ทั่วถึง รวมถึงการฟื้นตัวจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยอาจน้อยกว่าที่ประเมินไว้
2.แรงกดดันด้านลบต่ออุปสงค์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น จากการฟื้นตัวของการจ้างงานในภาคการผลิต และ ท่องเที่ยวที่แผ่วลง ท่ามกลางภาระหนี้สูง และแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัว 3.ผลกระทบจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่จะเห็นสัญญาณชัดเจนในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งกระทบต่อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ
และ 4.ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และมาตรการด้านเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาล ที่อาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2567 ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในภาพรวมอีกด้วย

