‘กฟผ.’ลุยแดนจิงโจ้ ศึกษาโมเดลพัฒนาพลังงานสะอาด ยกระดับผลิตไฟฟ้าไทย

17.09.23 | 12:30 น.
‘กฟผ.’ลุยแดนจิงโจ้ ศึกษาโมเดลพัฒนาพลังงานสะอาด ยกระดับผลิตไฟฟ้าไทย

‘กฟผ.’ลุยแดนจิงโจ้
ศึกษาโมเดลพัฒนาพลังงานสะอาด
ยกระดับผลิตไฟฟ้าไทย

เมื่อโลกตื่นตัวมากขึ้นและรับรู้การมาถึงของภาวะโลกร้อน สาเหตุหลักมาจากภูมิอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น ส่งผลให้หลายภาคส่วนพยายามตอบโจทย์สังคมสีเขียวอย่างเต็มกำลัง อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยเข้ามาเปลี่ยนให้เกิดการพัฒนา โดยเฉพาะเรื่องพลังงานเก่าจากฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด

ในอนาคตการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้า ถือเป็นหน่วยงานหลักในการเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ อีกทั้งยังตอบโจทย์การใช้ไฟฟ้าของประชาชนต่อเนื่อง และเพื่อไม่ให้มีปัญหาในอนาคต การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ควบคู่กับบริบทโลกใหม่ภายใต้กรอบการรักษาสิ่งแวดล้อมถือเป็นความท้าทาย

บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงนำทีม ผู้บริหาร กฟผ. และสื่อมวลชน บินลัดฟ้าสู่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศึกษาดูงานแหล่งผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจน Latrobe Valley Hydrogen Facility โครงการระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ Victorian Big Battery และเยี่ยมชมนวัตกรรมพลังงานจากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานพันธมิตรด้านพลังงาน

เขากล่าวว่า เพื่อสอดรับกับกระทรวงพลังงานมีแผนงานมุ่งสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์สังคมไร้คาร์บอนอย่างยั่งยืนตามนโยบาย 4D1E (Decarbonization, Decentralization, Digitalization, De-regulation, Electrification) ที่สำคัญคือ การสนับสนุนการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ และการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงาน ทั้งการนำมาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือนำไปผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า

Advertisement

กฟผ.กำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานด้วย Triple S ระหว่างปี 2566-2570 เพื่อบรรลุเป้าหมายหลักการสร้างสมดุลดังกล่าว ประกอบด้วย S-Sources Transformation คือการ Transform ไปสู่ RE Energy ผ่านการจัดการตั้งแต่ต้นกำเนิด โรงไฟฟ้า โดยกำหนดสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพผ่านโครงการหลัก

อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับเขื่อนพลังน้ำและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Hydro-Floating Solar Hybrid) กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 5,325 เมกะวัตต์ (MW) ในปี 2037 (พ.ศ.2580) พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าในปี 2044 (พ.ศ.2587) โดยตั้งเป้าที่ 66,000 ล้านหน่วย ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593)

S-Sink Co-creation การดักจับและกักเก็บคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วมผ่านโครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่ โดยกำหนดดำเนินการปีละ 1 แสนไร่ เป็นเวลา 10 ปี หรือบรรลุเป้าหมายปี 2031 (พ.ศ.2574) ทั้งยังวางแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) ในปี 2045 (พ.ศ.2588) เพื่อกักเก็บคาร์บอนปริมาณ 3.5-7 ล้านตัน

S-Support Measures Mechanism เป็นกลไกการสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการฉลากเบอร์ 5 ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง การให้คำปรึกษาด้านพลังงาน การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การเสริมสร้างทัศนคติภายใต้โครงการห้องเรียนสีเขียวกว่า 400 โรงเรียนทั่วประเทศ ฯลฯ โดยแนวทางทั้งหมดจะช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 8 ล้านตัน ในปี ค.ศ.2050 (พ.ศ. 2593)

“การมาออสเตรเลีย ส่วนแรกเป็นการต่อยอดการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานของไทยเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากในอนาคตมีความจำเป็นต้องพึ่งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่มากถึง 6,500 เมกะวัตต์ ตามแผนการใช้พลังงานทดแทนที่สูงขึ้น” อดีตผู้ว่าการ กฟผ.กล่าว และว่า การมาดูเรื่องแบตเตอรี่ไฮโดรเจนเพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นไปอย่างมั่นคง คำนึงถึง 3 ข้อ 1.เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.มีความมั่นคงเชื่อถือได้และเพียงพอ และ 3.ต้องมีราคาที่ประชาชนยอมรับได้

โครงการ Latrobe Valley Hydrogen Facility เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) พัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตรในอุตสาหกรรมที่มีประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย และได้รับการสนับสนุนจากรัฐวิกตอเรีย รัฐบาลออสเตรเลีย และรัฐบาลญี่ปุ่น โดยโครงการเกิดขึ้นจากประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศนำเข้าพลังงาน เห็นโอกาสในการพัฒนา โดยเลือกประเทศออสเตรเลียที่มีเหมืองถ่านหินอยู่มาก ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหิน พร้อมกับการใช้เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) ควบคู่กันไป

นำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินและสารชีวมวล ด้วยกระบวนการแปรสภาพเป็นก๊าซ (Gasification) และการกลั่นให้ก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ ซึ่งโครงการ HESC แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.เป็นโครงการนำร่อง ซึ่งประสบความสำเร็จในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้ถ่านหินในพื้นที่ Latrobe Valley ร่วมกับชีวมวล แล้วขนส่งไปยังเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพื่อจัดการกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกผลิตออกมาจากกระบวนการ

ส่วนระยะ 2 เป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคโนโลยี CCS ร่วมด้วย เพื่อดักจับคาร์บอนนำไปเก็บไว้ใต้ดิน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินผลโครงการนำร่องเพื่อเตรียมการพัฒนาโครงการระยะที่สองต่อไป คาดว่าเมื่อดำเนินการในระดับเชิงพาณิชย์จะสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 225,000 ตัน ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1.8 ล้านตันต่อปี (เทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน 350,000 คัน)

เขากล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในภาคพลังงานเป็นอีกแนวทางที่ กฟผ.มีแผนนำมาใช้ในอนาคต ทั้งเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง หรือผสมกับก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ล่าสุด ได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) ของประเทศออสเตรเลีย และอยู่ระหว่างการร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจด้านระบบกักเก็บพลังงาน รวมทั้งการทำธุรกิจเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในไทย ทั้งด้านการผลิต กักเก็บ การขนส่ง รวมถึงการนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

กฟผ.ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวสำเร็จและใช้งานได้จริงตั้งแต่ปี 2559 โดยกักเก็บพลังงานจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจน (Wind Hydrogen Hybrid System) จับคู่กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ และเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นไฟฟ้าจ่ายให้ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.ลำตะคอง และมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตจากโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ส่วนการศึกษาแนวทางการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ จะนำร่องผสมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วน 5% ในโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องปี 2574-2583 และเพิ่มปริมาณเป็น 10% 15% ตามลำดับ

รวมถึงมีแผนศึกษาการนำถ่านหินมาผลิตไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี CCUS ในพื้นที่โรงไฟฟ้าน้ำพอง จ.ขอนแก่น และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ในอนาคต โดยการมาศึกษาเทคโนโลยีของ Latrobe Valley Hydrogen Facility ประเทศออสเตรเลีย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hydrogen Energy Supply Chain (HESC) ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มพันธมิตรจากญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ซึ่งเป็นโครงการนำร่องผลิตไฮโดรเจนจากถ่านหินในครั้งนี้ ก็จะช่วยให้การพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนของ กฟผ.มีทางเลือกที่มากขึ้น และดีขึ้น

ส่วนการศึกษาดูงานที่ Victorian Big Battery (VBB) ของบริษัทผลิตไฟฟ้า Neoen ร่วมกับ Tesla และ AusNet Services เพื่อดูระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ ถือว่าใหญ่สุดในประเทศออสเตรเลีย เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ 450 เมกะวัตต์/ชั่วโมง จ่ายไฟฟ้าได้ 300 เมกะวัตต์ได้นาน 1 ชั่วโมงครึ่ง หรือเท่ากับการจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือนได้กว่า 5 แสนหลังคาเรือน ช่วยกักเก็บพลังงานในช่วงที่มีแสงแดดและมีลมพัด และจ่ายพลังงานในช่วงที่มีความต้องการ ลดความเสี่ยงไฟฟ้าดับ และลดภาระค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย

ระบบแบตเตอรี่ของ Victorian Big Battery เป็นเทคโนโลยี Tesla Megapack รุ่นแรก Megapack จ่ายไฟฟ้าได้ 1.5 เมกะวัตต์ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 3 เมกะวัตต์/ชั่วโมง มีจุดเด่นคือติดตั้งได้ง่ายอายุใช้งานนาน 20 ปี มีลักษณะเป็นตู้คอนเทนเนอร์ เรียงต่อกัน 212 ตู้ และที่น่าสนใจคือ Tesla Megapack รุ่นที่ 2 ออกมาแล้ว ซึ่งมีคุณภาพที่ดีกว่า และราคาที่ต่ำกว่ารุ่นแรกมาก

ทั้งนี้ กฟผ.มีโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 3 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี 21 เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ 16 เมกะวัตต์ รวม 37 เมกะวัตต์ จ่ายไฟให้บ้านเรือนรวมกัน 61,000 หลังคาเรือน นาน 60 นาที ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยกักเก็บไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการต่ำ และจ่ายคืนระบบช่วงที่มีความต้องการสูง หรือพลังงานทดแทนหายไป ช่วยลดความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ และโครงการพัฒนาสมาร์ทกริด จ.แม่ฮ่องสอน 4 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้าในพื้นที่

บุญญนิตย์กล่าวต่อว่า คาดว่าวิธีการผลิตต่างๆ จะทยอยบรรจุในแผนของ กฟผ. ซึ่งการนำไฮโดรเจนเข้ามาผลิตไฟฟ้า สำนักงานนโยบายพลังงานจะนำเข้าไปในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ คาดว่าจะมีการใช้งานไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 20% ของก๊าซที่ใช้งาน แต่ส่วนที่จะนำถ่านหินมาผลิตนั้น ยังไม่มีการพูดคุย แต่เชื่อว่าในอนาคตคงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“ถ้านึกย้อนกลับไป 10-20 ปี การใช้โซลาร์เซลล์จะจำได้ว่าค่าไฟฟ้าต่อหน่วยตกอยู่ที่ประมาณ 12 บาท และลงมาที่ 10 บาท 8 บาท จนตอนนี้ 2 บาทกว่าๆ ดังนั้น เทคโนโลยีใหม่ๆ เมื่อมีการใช้อย่างแพร่หลาย ความประหยัดจากการพัฒนาจะมีมากขึ้น ทุกอย่างหรือเรื่องของราคาก็จะลดลง เชื่อว่าในอนาคตจะมีจุดสมดุลที่มีความสุขในการใช้พลังงาน” อดีตผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวทิ้งท้าย

ทรรศวรรณ ทัพสุวรรณ