‘พิพัฒน์’ เดินหน้าดันค่าแรง 400 บาท เล็งถกครม. 25 ก.ย. ฝั่ง สอท.ห่วงธุรกิจเจ๊ง

16.09.23 | 06:40 น.

‘พิพัฒน์’ เดินหน้าดันค่าแรง 400 บาท เล็งถก ครม. 25 ก.ย. ฝั่ง สอท.ห่วงธุรกิจเจ๊ง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเด็นการผลักดันกระทรวงแรงงานเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธาน ส.อ.ท. และคณะ ให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ภารกิจของกระทรวงแรงงานมีความสำคัญอย่างมากในการดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้มั่นคง ภาคแรงงานเองจะต้องเข้มแข็ง มีทักษะฝีมือ และมีหลักประกันทางสังคม การหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำนโยบายไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้เรามีประเด็นต้องหารือทั้งหมด 8 ประเด็น

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ประเด็นแรกเกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) เพื่อสร้างความสามารถการแข่งขันของไทยกับประเทศคู่แข่ง ประเด็นที่ 2 ส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีนำระบบออโตเมชั่นมาใช้ทดแทนกำลังแรงงานที่ขาดแคลน ประเด็นที่ 3 การจัดทำฐานข้อมูล (Big Data) ทันสมัย ถูกต้อง แม่นยำและครบถ้วน เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทาน (Demand & Supply) ด้านแรงงาน ประเด็นที่ 4 ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน (STEM) ประเด็นที่ 5 การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าวทำงานที่คนไทยไม่ทำ (3D) ประเด็นที่ 6 การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยภายในประเทศ ประเด็นที่ 7 แนวทางเพิ่มรายได้ให้กับแรงงาน และประเด็นสุดท้าย ปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้เป็นธรรมระหว่างลูกจ้าง-นายจ้าง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ผลจากการหารือในครั้งนี้ การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นการดำเนินการร่วมกันในทางนโยบายจากหลายภาคส่วน กระทรวงแรงงานจะทำตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ แต่เป้าหมายสำคัญที่กระทรวงวางเป้าหมายไว้คือการสร้างให้พี่น้องแรงงานมีอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 400 บาท โดยการพัฒนาฝีมือแรงงาน Up Skill Re Skill ให้มีทักษะฝีมือแรงงานชั้นสูงและมีมาตรฐานฝีมือ จะได้รับการจ้างงานที่มีค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เป็นไปตามกลไกการจ่ายค่าจ้างตามความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน รวมถึงแนวคิดให้มีการจ้างงานรายชั่วโมง ในตอนนี้ยังไม่สามารถประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้ทันที แต่จะเร่งหารือทุกฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนโดยคำนึงถึงค่าเงินเฟ้อด้วย “ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กเกิดใหม่มีน้อยลง เราจะขยายอายุงานบางภาคส่วนได้หรือไม่เป็นเรื่องต้องทำการบ้าน หลังหารือทุกภาคส่วนและได้ข้อสรุปแล้ว กระทรวงแรงงานจะประกาศมอบเป็นนโยบายของขวัญปีใหม่ 2567 ต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว

Advertisement

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลในเดือนพฤศจิกายนนี้ อยากให้ยึดมติคณะกรรมการไตรภาคี โดยค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวันนั้นอยากให้พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 328-354 บาทต่อวัน การขึ้นราคาเดียว 400 บาทต่อวัน หรือขึ้น 19-20% อาจทำให้หลายอุตสาหกรรมกระทบหนักจากต้นทุนที่กระชากแรง เพราะปัจจุบันจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรมมีประมาณ 20 อุตสาหกรรมจ่ายไม่สูงเพราะใช้แรงงานเข้มข้น และยังมีผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั่วประเทศกว่า 3 ล้านคน ที่เหลือจ่ายเกิน 400 บาทต่อวัน บางอุตสาหกรรมถึง 800 บาทต่อวันแต่ยังหาแรงงานยาก ดังนั้นการปรับค่าจ้างต้องสอดรับศักยภาพแรงงาน และความสามารถของผู้ประกอบการ

“วิธีปรับขึ้นค่าจ้างที่เหมาะสมคือ การขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อแต่ละปี หรือจะขึ้นตามต้นทุนเงินเฟ้อบวกเอ็กซ์ และปัจจุบันประสิทธิภาพแรงงานไทยในกลุ่มอาเซียน ยังไม่เทียบเท่าเวียดนามและอินโดนีเซีย เนื่องจากยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 ได้เต็มที่ ดังนั้นไทยควรรีบเร่งเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทย ให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ เพราะต้องทำงานเป็นปาท่องโก๋ อุตสาหกรรมจะเติบโตได้ ต้องมีกระทรวงแรงงานคอยสนับสนุน” นายเกรียงไกรกล่าว

นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธาน ส.อ.ท.และประธานสายงานแรงงาน กล่าวว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ควรเป็นไปตามอำนาจของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคีที่แต่ละจังหวัดร่วมพิจารณาสอดคล้องกับปัจจัยเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ จีดีพี ความเดือดร้อนของลูกจ้าง ความสามารถการจ่ายของนายจ้าง และผลิตภาพแรงงาน ควรปราศจากการแทรกแซงจากหน่วยงานภายนอก และปัจจุบันนายจ้างไม่ได้จ่ายแบบเหมารวม แต่จ่ายตามทักษะ เพื่อความเป็นธรรมกับแรงงานที่มีประสบการณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากการหารือ กระทรวงแรงงานย้ำว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนภายในปี 2567 โดยจะหารือในรายละเอียดทั้งในส่วนของแรงงานไทยและแรงงานเพื่อนบ้าน เพื่อเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 25 กันยายนนี้ ขณะที่ ส.อ.ท.ประเมินว่าเมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ ตลอดจนเงินเฟ้อแล้วการปรับค่าจ้างขั้นต่ำน่าจะอยู่ระดับ 3-4% เท่านั้น