‘ศุภาลัย’ ทุ่มคว้า ’โบว์-เมลดา’ นั่งพรีเซ็นเตอร์คนแรก สร้างการรับรู้แบรนด์เบอร์ 1 ตลาดภูมิภาค
จากจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2532 ถึงปี 2566 นับเป็นปีที่ 34 ที่บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) ลงทุนพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมกระจายอยู่หลายจังหวัดทั้งเมืองเศรษฐกิจและเมืองรอง
“ประทีป ตั้งมติธรรม”ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่ากว่า 3 ทศวรรษที่ศุภาลัยพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ถึงปัจจุบันมีกว่า 300 โครงการ ครอบคลุมมากกว่า 28 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ โดยอยู่ในหัวเมืองภูมิภาค 161 โครงการ จำนวน 36,000 ยูนิต มูลค่าโครงการ 118,000 ล้านบาท
‘ประทีป” ปักหมุดแผนที่ประเทศไทย และไล่เรียงรายภาค โดยภาคเหนือมีเชียงใหม่เชียงราย ลำพูน ลำปาง ,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ,กรุงเทพและปริมณฑล ไปครบ 6 จังหวัด ,ภาคตะวันออก มีชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา,ภาคใต้ มีนครศรีธรรมราช ภูเก็ต สงขลา สุราษฎร์ธานี ,ภาคตะวันตกมีประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี ,ภาคกลางมีนครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร สระบุรี และลพบุรี
“เรามีสินค้าที่หลากหลาย ทั้งบ้านชั้นเดียว บ้านสองชั้น ทาวน์เฮ้าส์ บ้านริมทะเล พลูวิลล่า คอนโดติดรถไฟฟ้า คอนโดริมแม่น้ำ ระดับราคา 1 ล้านบาทสูงสุด 100 กว่าล้าน เราศึกษาวิจัยลูกค้าว่าชอบแบบไหน เราก็ทำแบบนั้นออกมา เมื่อตรงกับลูกค้าชอบก็ขายดี เพราะพฤติกรรมลูกค้าแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ที่สำคัญเราทำโครงการถูกต้องตามกฎหมาย ตามข้อตกลงกับลูกค้า มีความแข็งแกร่งด้านการเงิน จึงทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในโครงการ นอกเหนือจากต่างจังหวัด เราไปต่างประเทศ ใน 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มจาก 1 โครงการ ขยายเป็น 10 โครงการ ปัจจุบนลงทุนใน 4 เมืองในประเทศออสเตรเลีย จะจะลงทุนต่อเนื่องอีก”ประทีปย้ำหมุดหมาย
ด้าน ”ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการบริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า จากความสำเร็จในการทำตลาดภูมิภาค คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 15,000 ล้านบาท บวกลบหรือเกือบ 50% ของยอดขายรวมที่ตั้งไว้ 36,000 ล้านบาท
“ครึ่งปีแรกมียอดขายรวม 18,000 ล้านบาท จากการเปิด 10 โครงการ มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายในภูมิภาค 7,784 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2565 แบ่งเป็นยอดขายคอนโดมิเนียม 570 ล้านบาท เติบโต 72% และแนวราบ 7,214 ล้านบาท เติบโต 6% ซึ่งจังหวัดที่ขายดี คือ ภูเก็ต ชลบุรี สงขลา ระยอง เชียงใหม่ และปีนี้ยังเดินหน้าเปิดโครงการใน 5 จังหวัดใหม่ที่ลำพูน ลำปาง นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี เป็นแนวราบทั้งหมด ยังซื้อที่ดินไว้อีกหลายจังหวัดรองรับการพัฒนาให้ครอบคลุม 31 จังหวัดใน 2 ปีนี้”ไตรเตชะกล่าว
สำหรับแผนงานในครึ่งปีหลัง ”ไตรเตชะ” ย้ำเป้าเปิดอีก 27 โครงการ มูลค่ารวม 28,610 ล้านบาท เป็นแนวราบ 26 โครงการ และคอนโดฯ 1 โครงการ พร้อมกับมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้า 36,000 ล้านบาท ดูจากบรรยากาศการขายช่วง 2 เดือนที่ผ่านมายอดขายเป็นที่น่าพอใจ แม้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น
โดยไตรเตชะยกตัวอย่าง โครงการบ้านเดี่ยว ศุภาลัย วิลล์ หัวหิน ที่สามารถทำยอดขายช่วงพรีเซลได้กว่า 200 ล้านบาท อีกทั้งยังมองว่าปีนี้ตลาดคอนโดฯกลุ่มระดับราคา 3-5 ล้านบาทเริ่มกลับมา ขณะที่ศุภาลัยพร้อมจะกลับมาบุกตลาดคอนโดฯในกรุงเทพฯ มากขึ้นในปี 2567
“ถ้ายอดขายปีนี้ไปได้ดี ด้านรายได้เราไม่น่าห่วง ปัจจุบันเรามีแบ็กล็อกอยู่ที่ 19,000 ล้านบาทที่ทยอยรับรู้ถึงปี 2568 โดยจะโอนในปีนี้ 12,000 ล้านบาท“
อย่างไรก็ตามผู้บริหารศุภาลัยก็หวังว่าหลังการเมืองชัดเจน มีนโยบายออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้ดีขึ้น เพราะปัจจุบันด้วยจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน ทำให้ลูกค้าที่ซื้อบ้านต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท กู้แบงก์ไม่ผ่านถึง 30% เพราะติดเครดิตบูโร
และเพื่อตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดภูมิภาค“ไตรเตชะ”บอกว่าปี 2566 เป็นครั้งแรกในรอ 34 ปีที่ศุภาลัยมีพรีเซ็นเตอร์ โดยได้นำงบการตลาดที่จัดสรรไว้ประมาณ 100-200 ล้านบาทในปีนี้ แปลงมาทำแคมเปญ ดึง”โบว์-เมลดา สุศรี”นั่งเป็นพรีเซ็นเตอร์คนแรกของศุภาลัย เพื่อย้ำถึงจุดยืนมาตรรฐานบ้านศุภาลัย ภายใต้มอตโต้“Standard ดี Quality เดียวกัน “ เพื่อให้มีการสื่อสารที่ชัดเจน ทำให้ลูกค้ารับรู้ เข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น
“การที่เรานำคุณโบว์ มาเป็นพรีเซ็นเตร์ เพราะเป็นที่รู้จักของทุกเจเนอเรชั่นทั่วประเทศ เราต้องรให้ลูกค้ามั่นใจว่าในทุกจังหวัดที่เราไป เราไปแล้วอยู่ยาว ไม่ทิ้งลูกค้า พร้อมเติบโตไปกับลูกค้า คุณโบว์มาสื่อสารให้ชัดเจนขึ้น เป็นการสื่อสารระยะยาวไม่ใช่แค่ภูมิภาค ยังรวมถึงกรุงเทพด้วย ที่ผ่านมาคนรู้จักศุภาลัยอยู่แล้ว แต่แค่ผิวเผิน อยากให้คนสัมผัสเราในยุคปัจจุบันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าจะซื้อบ้าน ให้นึกถึงศุภาลัยเป็นอันดับต้นๆ”ไตรเตชะกล่าว
พร้อมกับย้ำจุดแข็งของศุภาลัยที่ยึดทำตลาดมาตลอด ผ่าน 5 มาตรฐาน นั่นคือ มาตรฐานการออกแบบ มาตรฐานการก่อสร้างที่ดี มาตรฐานการบริหารหลังการขาย มาตรฐานการดูแลจากบุคลากรจริงในพื้นที่ และมาตรฐานความปลอดภัย


