ที่อยู่อาศัยเหลือขายพุ่ง 9.3 แสนล้าน เปิด 5 ทำเลขายปัง ขายอืด
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาสที่ 2 ปี 2566 พบว่าที่อยู่อาศัยเหลือขายทั้งสิ้น 190,287 หน่วย เพิ่มขึ้น 8% มูลค่า 935,819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% โดยแบ่งเป็นอาคารชุด 74,230 หน่วย เพิ่มขึ้น 11.2% มูลค่า 290,637 ล้านบาท ลดลง -1.3% และบ้านจัดสรร จำนวน 116,057 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.1% มูลค่า 645,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8%
สำหรับ 5 ทำเลศักยภาพที่อยู่อาศัยแนวราบที่มียอดขายสูงสุดและมีอัตราการดูดซับสูง ได้แก่ โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง ยอดขาย 1,727 หน่วย มูลค่า 9,962 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 3.5 ต่อเดือน, โซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยอดขาย 995 หน่วย มูลค่า 3,585 ล้านบาท และอัตราดูดซับร้อยละ 3.3 ต่อเดือน, โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย ยอดขาย 992 หน่วย มูลค่า 5,047 ล้านบาท และอัตราดูดซับร้อยละ 1.9 ต่อเดือน, เมืองสมุทรสาคร ยอดขาย 933 หน่วย มูลค่า 3,744 ล้านบาท และอัตราดูดซับร้อยละ 4.5 ต่อเดือน และโซนลำลูกกา-ธัญบุรี ยอดขาย 882 หน่วย มูลค่า 3,642 ล้านบาท และอัตราดูดซับร้อยละ 1.9 ต่อเดือน
ส่วนอาคารชุด 5 ทำเลที่มียอดขายสูงสุดและมีอัตราการดูดซับสูง ได้แก่ โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวนยอดขาย 699 หน่วย มูลค่า 2,497 ล้านบาท อัตราดูดทรัพย์ร้อยละ 2.0 ต่อเดือน, โซนคลองหลวง-หนองเสือ ยอดขาย 656 หน่วย มูลค่า 1,610 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 8.7 ต่อเดือน, โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ยอดขาย 615 หน่วย มูลค่า 1,233 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 3.1 ต่อเดือน, โซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ ยอดขาย 588 หน่วย มูลค่า 1,731 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 2.2 ต่อเดือน และโซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด ยอดขาย 426 หน่วย มูลค่า 1,454 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.6 ต่อเดือน
ด้านทำเลที่อยู่อาศัยแนวราบที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายที่มากติดอันดับต้นๆ แม้ว่าบางพื้นที่จะมียอดขายและอัตราการดูดซับที่ดี ได้แก่ โซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย เหลือขาย 16,811 หน่วย มูลค่า 83,218 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.9 ต่อเดือน, โซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง เหลือขาย 14,689 หน่วย มูลค่า 79,073 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 3.5 ต่อเดือน, โซนลำลูกกา-ธัญบุรี เหลือขาย 14,501 หน่วย มูลค่า 57,010 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.9 ต่อเดือน, โซนคลองหลวง-หนองเสือ เหลือขาย 13,112 หน่วย มูลค่า 46,477 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.4 ต่อเดือน และโซนเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก เหลือขาย 10,344 หน่วย มูลค่า 42,653 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.9 ต่อเดือน
“ระดับราคาแนวราบเหลือขายสูงสุดเป็นกลุ่มราคา 3.01-5 ล้านบาท เหลือขาย 37,068 หน่วย มูลค่า 151,278 ล้านบาท รองลงมา 2.01-3 ล้านบาท จำนวน 34,924 หน่วย มูลค่า 95,177 ล้านบาท และราคา 5.10-7.5 ล้านบาท จำนวน 17,406 หน่วย มูลค่า 110,101 ล้านบาท” นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ทำเลที่มีหน่วยเหลือขายของอาคารชุดมากที่ต้องระมัดระวังเนื่องจากยังคงมีหน่วยเหลือขายที่มากติดอันดับต้นๆ แม้ว่าบางพื้นที่จะมียอดขายและอัตราการดูดซับที่ดี ได้แก่ โซนห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง เหลือขาย 11,086 หน่วย มูลค่า 46,350 ล้านบาท อัตราดูดทรัพย์ร้อยละ 2.0 ต่อเดือน, โซนธนบุรี-คลองสาน-บางกอกน้อย-บางกอกใหญ่-บางพลัด เหลือขาย 8,526 หน่วย มูลค่า 26,251 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.6 ต่อเดือน, โซนพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ เหลือขาย 8,390 หน่วย มูลค่า 24,378 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 2.2, โซนเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด เหลือขาย 5,922 หน่วย มูลค่า 13,676 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 3.1 และโซนสุขุมวิท เหลือขาย 4,856 หน่วย มูลค่า 42,291 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.7 ต่อเดือน
“อาคารชุดที่เหลือขายสูงสุดอยู่ในกลุ่มราคา 2.01- 3 ล้านบาท เหลือขาย 26,507 หน่วย มูลค่า 72,703 ล้านบาท ราคา 3.01-5 ล้านบาท เหลือขาย 15,431 หน่วย มูลค่า 60,402 ล้านบาท และราคา 1.51-2 ล้านบาท เหลือขาย 10,063 หน่วย มูลค่า 19,859 ล้านบาท” นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้ ประเมินภาพรวมปี 2566 คาดจะมีที่อยู่อาศัยเข้ามาในตลาด 95,732 หน่วย แบ่งเป็นโครงการบ้านจัดสรร 56,646 หน่วย อาคารชุด 39,086 หน่วย มีอัตราการขยายตัวลดลง -12.5% คาดมียอดขายใหม่เข้ามาในตลาดรวม 80,239 หน่วย เป็นยอดขายบ้านจัดสรร 47,375 หน่วย และยอดขายได้ใหม่อาคารชุด 32,864 ลดลง -15.6% เมื่อเทียบกับปี 2565 มีจำนวนหน่วย หรือขายคงค้างในตลาดทั้งสิ้น 198,282 หน่วย จำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างเพิ่มขึ้น 7.5% ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่ดีกว่าช่วงปี 2565 แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 127,043 หน่วย และอาคารชุด 71,239 หน่วย ขณะที่อัตราดูดซับคาดว่าในปี 2566 อัตราดูดซับเฉลี่ยจะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.8
สำหรับในปี 2567 คาดการณ์สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยจะฟื้นตัวขึ้น เป็นผลมาจากการปรับตัวของผู้ประกอบการในตลาดมีการปรับสมดุลระหว่างสินค้าเหลือขายและสินค้าเข้าใหม่ คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ 108,886 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.7% เมื่อเทียบกับปี 2566 แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 63,794 หน่วย และอาคารชุด 45,091 หน่วย คาดว่าจะมียอดขายใหม่เกิดขึ้นในปี 2567 จำนวน 109,184 หน่วย เพิ่มขึ้น 36.1% แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 62,862 หน่วย และอาคารชุด 46,323 หน่วย ด้านอัตราดูดซับโดยรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 2.8% ในปี 2566 เป็น 3% ในปี 2567 คาดว่าจะมีหน่วยเหลือขาย 197,984 หน่วย ในปี 2567 แบ่งเป็นบ้านจัดสรร 127,976 หน่วย และอาคารชุด 70,008 หน่วย

