ไทยส่งออกสินค้าปศุสัตว์ 7 เดือนแรก ขยายตัวดี เนื้อไก่-ไข่ไก่ กวาดตลาดทั่วโลก
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การค้าสินค้าปศุสัตว์ของไทยช่วง 7 เดือนแรก 2566 มีมูลค่าส่งออก 2,654.57 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 5.62 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยสินค้าปศุสัตว์ส่งออกสำคัญคือ เนื้อไก่ทั้งแช่แข็งและแปรรูป มีมูลค่าการส่งออกสูงถึง 2,322.04 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 3.44 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 87.47 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมดของไทย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า หากพิจารณาการนำเข้าเนื้อไก่ของโลก ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2566 พบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกอยู่ที่ร้อยละ 12.06 จากเดิมร้อยละ 11.23 ในส่วนของไข่ไก่สดมีมูลค่าการส่งออก 36.19 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 151.36
จากแดชบอร์ดวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Dashboard) ‘ไก่เนื้อ’ ของเว็บไซต์ คิดค้า.com พบว่าช่วง 7 เดือนแรก มูลค่าการส่งออกไก่เนื้อและผลิตภัณฑ์ของไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.44 มูลค่าการส่งออกไก่เนื้อทั้งตัว สด แช่เย็น หรือแช่แข็ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 255.41 และมูลค่าการส่งออกชิ้นเนื้อและส่วนอื่นๆ สด แช่เย็น หรือแช่เย็นจนแข็ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.71 และมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่ตัดขนาดเท่าลูกเต๋าแช่แข็งแห้ง (ฟรีซไดรด์) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.01 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วนมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่ปรุงแต่ง ลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 6.79
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ตลาดส่งออกสำคัญของไทยสำหรับสินค้าไก่คือ ญี่ปุ่น มีสัดส่วนร้อยละ 40.95 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไก่จากไทยไปโลก และไทยมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 51.90 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าดังกล่าวทั้งหมดของญี่ปุ่น
ส่วนตลาดส่งออกที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ สหราชอาณาจักร (สัดส่วนร้อยละ 17.26) สาธารณรัฐประชาชนจีน (สัดส่วนร้อยละ 12.33) เนเธอร์แลนด์ (สัดส่วนร้อยละ 8.39) เกาหลี (สัดส่วนร้อยละ 5.04) มาเลเซีย (สัดส่วนร้อยละ 4.94) และประเทศอื่นๆ อาทิ สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ เยอรมนี แคนาดา และฝรั่งเศส ฯลฯ (สัดส่วนร้อยละ 11.09)
ทั้งนี้ จากการประเมินช่องว่างโอกาสการขยายมูลค่าการส่งออกของไทย (Potential GAP Analysis) โดยพิจารณาจากประเทศที่มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าไก่สูง แต่ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยส่วนแบ่งตลาดของไทยในโลก พบว่าประเทศที่ไทยยังมีช่องว่างในการขยายมูลค่าการส่งออก 3 อันดับแรก คือ ฝรั่งเศส เยอรมนี และซาอุดีอาระเบีย มีส่วนต่างเป้าหมายการส่งออกอยู่ที่ 94.51, 76.50 และ 57.90 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ
ตลาดอียูมีแนวโน้มบริโภคไก่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในฝรั่งเศสและเยอรมนีที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสรักสุขภาพ และโครงสร้างประชากรในประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลง เนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพชั้นดีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ จึงมีความต้องการบริโภคมากขึ้น ขณะที่ซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีประชากรมากถึง 35.6 ล้านคน และมีสัดส่วนการนำเข้าอาหารสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียนำเข้าผลิตภัณฑ์ไก่จากทั่วโลก เฉลี่ยปีละ 6.5 แสนตัน ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของไทยในตลาดดังกล่าวยังถือว่าไม่มากนัก
“แต่ทั้ง 3 ประเทศ เป็นตลาดศักยภาพที่มีมูลค่านำเข้าสูง จึงเป็นโอกาสที่ไทยควรเร่งขยายการส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายเหล่านี้” นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและอุปทานในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะต้นทุนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่กลับมาตึงเครียดขึ้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในประเทศบราซิล ซึ่งรายงานล่าสุดของ United States Department of Agriculture (USDA) ระบุว่ายังไม่มีการรายงานการแพร่ระบาดในวงกว้าง หรือเรื่องของสถานการณ์ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ สถานการณ์เอลนิโญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์
แม้ว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก แต่ก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของการส่งออกสินค้าดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศลดระดับการจัดการโรคโควิด-19 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งทำให้จีนผ่อนคลายมาตรการควบคุมการนำเข้า และจะมีการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตและแปรรูปไก่แช่แข็งของไทยที่สามารถส่งออกไปจีนได้เพิ่มเติม (ปัจจุบันมี 20 โรงงานที่สามารถส่งออกมาจีนได้)
แนวโน้มความต้องการบริโภคไก่เนื้อที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก จากราคาที่ต่ำกว่าราคาเนื้อสัตว์ประเภทอื่น กระแสรักสุขภาพ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทั้งที่บรรลุข้อตกลงแล้วและมีแผนที่จะเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดใหม่ๆ ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทย

