‘พณ.’ เน้นวิน 3 ฝ่าย ธงลดราคาสินค้า

22.09.23 | 06:40 น.

‘พณ.’เน้นวิน3ฝ่าย ธงลดราคาสินค้า

การลดภาระค่าครองชีพ ถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล “เศรษฐา 1” เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกเห็นชอบให้ปรับลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นภาระของประชาชนและต้นทุนสำคัญในการผลิตและการขนส่งสินค้า เมื่อต้นทุนสำคัญลดลงจะส่งผลสะท้อนกลับมายังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ให้ลดลง

ส่วนไทม์ไลน์การปรับลดราคาสินค้าเกิดขึ้นเมื่อไร มีสินค้าอะไรบ้าง อัตราเท่าไหร่ทุกฝ่ายจึงโฟกัสไปที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกรมการค้าภายใน และปัญหาปากท้อง

“ภูมิธรรม” ระบุว่า เมื่อรัฐบาลมีมาตรการลดค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมันดีเซล เราต้องมาดูว่าการลดพลังงานจะมีผลต่อราคาสินค้ามากบ้างน้อยบ้าง พลังงานและน้ำมันลดจะส่งผลต่อการขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นต้นทุนต่อราคาสินค้า ตอนนี้กรมการค้าภายในกำลังศึกษาโดยรวมว่าปัจจัยต่างๆ ส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและราคาสินค้าอย่างไร เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนแล้วจะทำควบคู่กับการหารือกับผู้ประกอบการภาคเอกชนว่าการจัดการค้าสามารถลดราคาให้กับประชาชนได้มากขึ้นได้อย่างไร

บอกเป็นนโยบายไปแล้วให้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่หารือในสัปดาห์หน้า และยืนยันนโยบายผมให้เกิดการสมดุลทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้บริโภค นโยบายเราให้คนตัวใหญ่ช่วยคนตัวเล็ก ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในต้องดูเรื่องหาตลาดใหม่ เพื่อเร่งกระจายผลผลิต ดูแลสต๊อกสมดุล มีการบริหารจัดการสัดส่วนอย่างไร ต้นตุลาคมจะได้ทราบชัดเจนทั้งหมด

Advertisement

สำหรับรายการสินค้าที่จะนำร่องลดราคานั้นเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน โดยเราพิจารณาว่าสินค้ากลุ่มอะไรที่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูแล ให้ไปดูโครงสร้างต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน 20 รายการ กระทรวงพาณิชย์ต้องไปดูในรายละเอียดว่าจะสามารถดำเนินการลดราคาสินค้ารายการใดได้บ้าง

ตอนนี้กรมการค้าภายในกำลังศึกษาปัจจัยต้นทุนที่ลดลงและราคาสินค้าที่ลดลง การลดราคาก็เหมือนตอนขึ้นเป็นกอบเป็นกำ ตอนลงก็น่าจะเป็นทิศทางเดียวกัน

สัปดาห์หน้าจะทยอยหารือกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออก และผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่เพื่อมาดูถึงต้นทุน และหารือว่าอะไรที่เขาลดลงได้ อะไรที่เขาจะมาช่วยให้เกิดการลดราคา หรือลดภาระประชาชน จะสรุปการลดราคาสินค้าได้ในช่วงต้นเดือนหน้าว่ามีสินค้าใดลดลงได้ทันที อะไรที่ต้องรอเวลา อะไรที่ทำได้ก็จะทำก่อน

ผมให้ดูทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับประชาชน การลดราคาพลังงานกระทบอย่างไร อะไรที่ไม่ยุติธรรม จัดการไม่ดี จะสร้างปัญหาใหม่ ซึ่งห้าง ผู้ประกอบการ ต้องช่วยคิดด้วยว่าจะปรับลดอะไรได้บ้าง ดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และดูที่จำเป็นมากสุดไปน้อยที่สุด วันนี้คงไม่ระบุว่า 20 สินค้านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง

“การดูแลลดราคาสินค้าจะดูแลให้มีความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ ทำให้ขณะนี้ไม่สามารถตอบได้ทันทีว่าจะลดราคาสินค้ารายการใดได้บ้าง เนื่องจากจะต้องหาจุดสมดุลภายใต้การดำเนินการของรัฐบาลที่ต้องการลดรายจ่ายเมื่อองค์ประกอบชีวิตของประชาชนไม่สมบูรณ์ ไม่มีความสุข หน้าที่เราต้องให้เกิดความสุข” รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์กล่าวทิ้งท้าย

หันไปสำรวจผู้ผลิต ผู้ประกอบการและเกษตรกร เสียงส่วนใหญ่ยืนยันให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการปรับลดราคา แต่กระนั้นก็แสดงความกังวลในหลายเรื่องที่มีผลต่อภาระผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) และตั้งคำถามเรื่องสต๊อกสินค้าเดิมที่แบกรับต้นทุนสูงก่อนหน้านี้นั้น และสินค้าค้างในสต๊อกเพื่อเตรียมไว้จำหน่าย สั้นสุดก็ 30-60 วันหากกระทรวงพาณิชย์ให้ลดเดือนตุลาคมนี้จะเร็วไป

พร้อมกับยกข้อจำกัด ต้นทุนทางตรงทางอ้อมที่ยังสูง โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบเพื่อการผลิตหรือเพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยง อย่างอาหารสัตว์ ค่าเช่าพื้นที่ สัญญาทางการค้าเดิมที่กำหนดในราคาที่สูง ค่าบาทอ่อนมีผลต่อต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น รวมถึงกรอบความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือมาตลอดในรัฐบาลก่อนหน้านี้

ทำให้เริ่มเห็นเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อสัตว์ หมู ไก่ ไข่ และสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการ ขอให้เลื่อนกรอบที่จะให้ลดราคาสินค้าภายในต้นเดือนตุลาคมนี้ออกไปก่อน

เนื่องจากมีหลายเรื่องที่มีข้อมูลไม่ตรงกัน ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนต่อเรื่องอัตราต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและสัดส่วนต้นทุนต่อสินค้านั้น ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ออกมาระบุค่าไฟ ค่าขนส่ง ถือเป็นสัดส่วน 40% ของสินค้านั้นๆ เป็นโจทย์หนักอก เมื่อต้นทุนส่วนนี้ลดลงอย่างต่ำ 5-15% ราคาสินค้านั้นๆ จะลดได้ตามอัตราเดียวกันหรือไม่

ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคยืนยันถึงความเดือดร้อนจากราคาสินค้าทรงตัวสูง ต่างก็ฝันหวาน อยากเห็นราคาสินค้าลดได้จริง ที่สำคัญคือเมื่อราคาสินค้าลดลงต้องคงคุณภาพและปริมาณเท่าเดิมด้วย

เป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่ากระทรวงพาณิชย์จะจัดการอย่างไร ระหว่าง “ผู้ผลิต-พ่อค้า-ผู้บริโภค” อยู่บนความสมดุลแบบวิน-วิน-วิน