SCB คาดบาทแข็งช่วงปลายปี’67 แนะผู้นำเข้าป้องเสี่ยง ชี้บอนด์ยีลด์ยังมีโอกาสสูงขึ้นต่อ
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทอ่อนค่าลงเร็วถึง 3% ในเดือนนี้เป็นผลจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ คือ 1.เศรษฐกิจโลกที่มีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวดี ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปและจีนอ่อนแอ ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสหรัฐ โดยเฉพาะในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น กดดันให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง
2.ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นเร็วส่งผลดีต่อสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ ทำให้ดุลการค้าที่ปรับดีขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง เงินเหรียญจึงแข็งค่า นอกจากนี้ ไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะได้รับผลกระทบทางลบจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มลดลง
และ 3.ความกังวลเรื่องการขาดดุลทางการคลังของไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลวางแผนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ นักลงทุนบางส่วนจึงเริ่มกังวลว่าไทยมีโอกาสถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลง (เครดิตเรตติ้ง) จึงทำให้ความเชื่อมั่นลดลง เงินทุนไหลออก
นายวชิรวัฒน์กล่าวว่า สำหรับในช่วงปลายปี 2566 เงินบาทยังมีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อย จากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มลดลง จากราคาน้ำมันที่จะเริ่มทรงตัวและเศรษฐกิจสหรัฐที่น่าจะชะลอลงตามการใช้จ่ายผู้บริโภค เงินออมของครัวเรือนที่ลดลง รวมถึงภาระหนี้ที่สูงขึ้น และนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวของไทยจะช่วยสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัดได้ และแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อาจเข้ามามากขึ้นหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง
อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจปรับแข็งค่าได้ไม่มากนัก เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่มากเท่าที่เคยประเมินไว้ จากราคาน้ำมันที่สูงกว่าคาดและเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ โดยมองค่าเงินบาท ณ สิ้นปี อาจอยู่ที่กรอบราว 34.50-35.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“แนะให้ลูกค้ากลุ่มผู้ส่งออกอาจทยอยขายเงินเหรียญสหรัฐออกได้ในที่ระดับ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ หรือเหนือกว่าได้ ส่วนลูกค้ากลุ่มผู้นำเข้าอาจรอจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่า 36 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 4 พร้อมทั้งอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าผ่านการซื้อ FX options” นายวชิรวัฒน์กล่าว
นายวชิรวัฒน์กล่าวว่า ด้านตลาดพันธบัตรรัฐบาล สัปดาห์ที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาว (บอนด์ยีลด์) ปรับสูงขึ้นเร็ว จากความกังวลเรื่องหนี้ภาครัฐและอุปทานพันธบัตรที่อาจเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากภาครัฐจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ประกาศแผนออกพันธบัตรรัฐบาลสำหรับปีงบประมาณ 2567 เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ราว 1.6 แสนล้านบาท ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นราว 0.15% มาอยู่ที่ 3.15% นอกจากนี้ การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวนานกว่าคาด ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับสูงขึ้นจึงอาจเป็นปัจจัยกดดันต่อบอนด์ยีลด์ไทยเพิ่มเติมได้
นายวชิรวัฒน์กล่าวอีกว่า ในระยะต่อไปมีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอาจปรับสูงขึ้นได้อีกเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนระยะยาวอาจสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนของสหรัฐ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทย เนื่องจากแผนออกพันธบัตรรัฐบาลที่จะเพิ่มอีกราว 1.6 แสนล้านบาท อาจจะยังค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับแนวโน้มการขาดดุลของภาครัฐที่จะมากขึ้น
ทั้งนี้ ส่วนอัตราผลตอบแทนระยะสั้นไทยอาจสูงขึ้นตามแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งประเมินว่า กนง.อาจขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากทั้งฝั่งอุปสงค์ (ตามการอัดฉีดจากภาครัฐ) และอุปทาน (จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเร็ว) โดยมองว่ามีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่าจากความกังวลเรื่องอุปทาน ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มชันขึ้น

