หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการชี้...

นักวิชาการชี้ ‘นายกฯเศรษฐา’ ดันนโยบายใส่เกียร์สูง หวังหนุนเศรษฐกิจโตเทียบ 5%

23.09.23 | 17:03 น.
แฟ้มภาพ

นักวิชาการชี้ ‘นายกฯเศรษฐา’ ดันนโยบายใส่เกียร์สูง หวังหนุนเศรษฐกิจโตเทียบ 5%

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พูดถึงการผลักดันเศรษฐกิจประเทศเข้าสู่เกียร์สูงนั้น อาจหมายถึงว่าการดำเนินนโยบายที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในอาเซียน โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2566 เฉลี่ยอยู่ที่ 3% จากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ขยายตัวได้ 2.2% ขณะเดียวกัน หลายปีที่ผ่านมา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียนอยู่ที่ 5-6% ซึ่งไทยขยายตัวเพียง 2-3% เรียกว่าต่ำมาก ดังนั้น การใส่เกียร์สูงในความหมายของนายกรัฐมนตรี จะหมายถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวมากขึ้น

“ขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2566 ต้องพยายามผลักดันจีดีพีถึง 3% แต่ตัวเลขที่ออกมาในไตรมาส 2/2566 ขยายตัว 1.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะโต 3% (เทียบรายปี) และชะลอลงจาก 2.6% ในไตรมาสที่ 1/2566 จึงต้องมีการออกนโยบายเร่งเรื่องเศรษฐกิจให้จีดีพีขยายตัวได้ตามเป้าหมายในปีนี้ และปี 2567 ที่จะดันจีดีพีโตถึง 5%” นายสมชายกล่าว

นอกจากนี้ ในความหมายเกียร์สูงอาจตีความถึงการทำนโยบายเรียกว่า บาซูก้า โดยประเทศจีนมีการออกนโยบายบาซูก้ากระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่มีปัญหาด้านเสถียรภาพการคลัง ส่งผลให้จีนขยายตัวในอัตราที่ต่ำ ซึ่งของไทยอาจจำต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน จากความพยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจขยับตัวถึง 5% ซึ่งอาจต้องดำเนินมาตรการให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อลดปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง

ขณะเดียวกัน นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท ใช้งบสูงถึง 5.6 แสนล้านบาท ที่จะทำให้หนี้สาธารณะสูงเกิน 6.1% ที่เป็นตัวเลขปัจจุบัน และต้องป้องกันไม่ให้หนี้สาธารณะแตะเพดานที่ 70% เพราะหากหนี้สาธารณะสูงขึ้นเรื่อยๆ จะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง จึงต้องพิจารณาถึงงบลงทุนที่เหลืออยู่ราว 7 แสนล้านบาทในการใช้ให้เหมาะสมมากที่สุด

Advertisement

“ทางออกจากการหาเงินเข้ารัฐคือรัฐพยายามจะขึ้นภาษีมรดก และการขึ้นภาษีอื่นๆ ในอนาคตเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่อาจไม่เพียงพอ จึงต้องระมัดระวังการใช้เงินไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งต้องมีการกระตุ้นแบบมีดุลยภาพไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย” นายสมชายกล่าว

ทักษิโณมิกส์ใช้ได้วงจำกัด

นายสมชายกล่าวว่า นายกฯเศรษฐาได้พูดถึงเรื่องทักษิโณมิกส์ อาจหมายถึงการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาลในช่วงที่อดีตนายทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้ทำนโยบายต่างๆ เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเรียกย่อว่า โอท็อป เป็นต้น ในส่วนของนายกฯเศรษฐา อาจเข้าใจได้ว่าจะหมายถึงการนำนโยบายจากทั้ง 11 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลมาปรับใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านเครื่องมือทางการคลังเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งการทำนโยบายต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมนโยบายด้วย เพื่อให้เกิดการขยายตัว หรือต้องมีการทำนโยบายที่กว้างและมีน้ำหนักมากกว่าเดิมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

“สิ่งสำคัญนโยบายที่กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงอดีตนายกฯทักษิณ เข้ามาในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวในปี 2543 เศรษฐกิจขยายตัวที่ 4-5% ดีขึ้นจากวิกฤตปี 2540-2541 และไม่ได้มีประเด็นปัญหาทางการคลังมากนัก แต่ปัจจุบันตัวเลขทางการคลังเกิดปัญหาหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด และภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้การกระตุ้นต่างๆ จะมีความเสี่ยงต่อผลกระทบทางด้านการคลังในอนาคต รัฐบาลต้องเลือกทำนโยบายที่เห็นผลและได้ประโยชน์สูงสุดต่องบประมาณในการลงทุน” นายสมชายกล่าว

อย่างไรก็ตาม การทำนโยบายประชานิยมจะต้องจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม และต้องแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด อาจจะทำได้ในในวงแคบ ขณะเดียวกัน นโยบายที่รัฐสามารถทำเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากกว่านโยบายประชานิยม เพื่อลดรายจ่ายได้ คือการผลักดันเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ที่ถ้ามีการพัฒนาต่อเนื่องจะเป็นรายรับที่เข้าเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ และกระจายเม็ดเงินสู่ภาคเอกชนและประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน