หน้าแรก เศรษฐกิจ จับตาฟันด์โฟล...

จับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าไทย หลังรอลุ้นผลประชุม กนง.ปิดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น

25.09.23 | 09:43 น.

จับตาฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติไหลเข้าไทย หลังรอลุ้นผลประชุม กนง.ปิดวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น

วันที่ 25 กันยายน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 35.75-36.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.85-36.15 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาทเคลื่อนไหว sideway (แกว่งตัวในกรอบ 35.90-36.03 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ตามการย่อตัวลงบ้างของเงินดอลลาร์ หลังรายงานดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน (ดัชนี PMI ภาคการบริการ ออกมาแย่กว่าคาด ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิต ออกมาดีกว่าคาด) นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากโฟลว์ขายทำกำไรทองคำ หลังราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นเข้าใกล้โซนแนวต้านระยะสั้น

สัปดาห์ที่ผ่านมา Dot Plot ใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่สะท้อนแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานกว่าคาด ยังคงหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ในสัปดาห์นี้ ควรจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก พร้อมรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ของจีน ส่วนในฝั่งไทย ไฮไลท์สำคัญ คือ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

นายพูนกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าเริ่มแผ่วลง แต่ต้องรอลุ้นฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งหากผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า กนง. อาจจบรอบการขึ้นดอกเบี้ยแล้วในการประชุมครั้งนี้ ก็อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยได้ อนึ่ง ในช่วงปลายสัปดาห์ หากรายงานดัชนี PMI ของจีนสะท้อนแนวโน้มการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจจีน อาจหนุนให้เงินหยวนจีนและสกุลเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นได้ (อาจมีผลในช่วงต้นสัปดาห์หน้า) ทั้งนี้ ควรระวังและจับตาทิศทางราคาน้ำมันดิบ รวมถึงราคาทองคำ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะสั้นได้

Advertisement

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น มีแนวโน้มแกว่งตัว sideway เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์อาจเริ่มชะลอลงบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ก็อาจยังพอได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งส่วนใหญ่อาจยังคงออกมาสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของเฟด หรือ การคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน

“ทุกสินทรัพย์ยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากนโยบายการเงิน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง”นายพูนกล่าว

นายพูนกล่าวว่า เศรษฐกิจฝั่งไทย ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีมติ “ไม่เป็นเอกฉันท์” ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.50% ท่ามกลางแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของภาวะเอลนีโญ ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของการบริโภคตามแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต

ขณะเดียวกัน หาก กนง. ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยมากขึ้น จากแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ที่จะลดลง นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่เริ่มชะลอลงและอาจผ่านจุดอ่อนค่าสุดในปีนี้ไปแล้ว ก็อาจหนุนให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าซื้อบอนด์ไทยได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ในส่วนรายงานยอดการส่งออกและการนำเข้าของไทยในเดือนสิงหาคม ตลาดประเมินว่า ยอดการส่งออกอาจหดตัว -3.4%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้าจะหดตัว -10%y/y ส่วน ดุลการค้ามีโอกาสขาดดุลกว่า -1.8 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ หากดุลการค้า ขาดดุลมากกว่าคาด ก็อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้