“กสิกรไทย” แนะ รบ.แจ้งแหล่งเงินนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ให้ชัดเจน หวั่นกระทบเชื่อมั่น

“กสิกรไทย” แนะ รบ.แจ้งแหล่งเงินนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ให้ชัดเจน หวั่นกระทบเชื่อมั่น

จากกรณีที่ รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง มีนโยบายกจะกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลมีความจำเป็นต้องขยายกรอบการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณตามมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ปัจจุบันอยู่ที่ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณ โดยมีแผนจะขยายเพิ่มเป็น 45% ของวงเงินงบประมาณในปีงบฯ 2567 และมีแผนจะปรับลดกรอบวงเงินดังกล่าวให้เท่ากับอัตราเดิมภายในปี 2570

เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กว่าวว่า การทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่บาท ที่ใช้งบประมาณถึง 5.6 แสนล้านบาท แน่นอนว่าเม็ดเงินจะเป็นภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น เรื่องนี้อาจต้องรอรัฐบาลชี้แจงว่าในที่สุดรัฐจะหาเงินรายได้มาชดเชยอย่างไร แต่ถ้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โตตามที่รัฐคาดการณ์ไว้ที่จีดีพี 5% ในปี 2567 อาจไม่มีปัญหา

แต่จากข้อมูล 4 ปีที่ผ่านมา จีดีพีไทยเฉลี่ยขยายตัว 2.9% ซึ่งมีช่องว่างที่รัฐต้องพยายามลดช่องว่างนี้ลง จะทำให้ความกังวลของตลาดจะน้อยลง หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องความโปร่งใส ถ้าสามารถชี้แจงได้ว่าเงินงบประมาณที่ขยายในมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง จะนำไปใช้อย่างไร สามารถคลายความกังวลของตลาดได้

ทั้งนี้ นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท หากมีการทำนโยบายจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ต้องดูรายละเอียดว่ารัฐบาลจะให้ใช้เงินตามเงื่อนไขอย่างไร เมื่อเทียบกับนโยบายคนละครึ่งที่มีความชัดเจน เช่น รัฐลงทุน 5 แสนล้านบาท แล้วประชาชนใช้จ่ายอีก 5 แสนล้านบาท ทำให้เม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียน

Advertisement

“การทำนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งเงินจะหมุนในระบบเศรษฐกิจกี่รอบก็พูดยาก แต่ตามหลักเศรษฐศาสตร์การทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเงินจะหมุนได้เรื่อยๆ แต่ถ้าผลต่อจีดีพีตามประสบการณ์ที่ทำนโยบายที่ผ่านมา อาจจะได้ตัวเลขอยู่ที่ 0.4-0.6% ต่อจีดีพี หรืออาจจะถึง 1%”นายบุรินทร์กล่าว

หวั่นหนี้เพิ่มทำเครดิตไทยร่วง

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ในสายตาของต่างชาติ แม้การใช้เงินนอกงบประมาณ มาตรา 28 ไม่นับรวมเป็นหนี้สาธารณะ แต่ก็ถูกนับว่าเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจริง และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ทำให้มีการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต (เครดิตเรทติ้ง) แม้ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะไทยเพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 61% สาเหตุมาจากวิกฤตโควิตทำให้มีการปรับเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% แต่แนวโน้มการดำเนินนโยบายจองรัฐบาลอาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นที่ 65% ตัวเลขขยับเข้าใกล้เพดานหนี้สาธารณะมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินข้อมูลจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยบริษัท ฟิตซ์ เรตติ้ง จำกัด (Fitch Ratings) และบริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ยังไม่มีความกังวล และยังไม่มีการปรับอันดับเรทติ้งของประเทศไทย แต่ก็ขึ้นอยู่กับวินัยทางการคลังของรัฐบาล และภาพรวมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ

“ถ้ารัฐบาลทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างที่คาดการณ์ที่ 5% นโยบายเศรษฐกิจจะทำให้ตัวหารของจีดีพีใหญ่ขึ้น ความสามารถการชำระหนี้ไม่น่ากังวล ซึ่งหลายคนยังรอดูว่าจะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้แค่ไหน เนื่องจากดอกเบี้ยก็สูงขึ้น ดังนั้น ภาระของรัฐในเรื่องหนี้ก็สูงขึ้น ถ้ารัฐชี้แจงได้ว่ารายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่สามารถเก็บรายได้จากเศรษฐกิจที่โตขึ้น หรือมีมาตรการจัดเก็บภาษี สนับสนุนให้รัฐมีรายได้ จึงไม่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก”นายบุรินทร์กล่าว

ทั้งนี้ แม้สัดส่วนหนี้จะขยับใกล้ทะลุเพดานหนี้สาธารณะ แต่ไม่ได้มีความน่ากังวล หากเทียบกับต่างประเทศมีสัดส่วนหนี้เกิน 100% ของจีดีพี ขณะที่ไทยตั้งเพดานหนี้สาธารณะเพื่อสร้างวินัยการใช้เงินให้กับประเทศ ทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และกำหนดเพดานหนี้สาธารณะ ทำขึ้นเพื่อไม่ให้รัฐบาลมีการใช้งบประมาณเกินความจำเป็น

คาด กนง.คงดอกเบี้ย 2.25%

นายบุรินทร์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำกว่าคาด โดยศูนย์วิจัยฯ ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงมาอยู่ที่ 3.0% จาก 3.7% จากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัว ส่งผลกระทบกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเข้ามาเพียง 27.6 ล้านคนในปี 2566 จากเดิมคาดว่าจะมากถึง 28.5 ล้านคน และการส่งออกสินค้าที่จะหดตัว 2.5% มากกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ติดลบ 1% นอกจากนี้ อุปสงค์ในประเทศยังคงได้รับผลจากการที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงภาคการผลิตที่ยังชะลอต่อเนื่อง และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

โดยเฉพาะแนวโน้มการเร่งตัวของหนี้รหัส 21 หรือเป็นหนี้ชั้นดีที่ตกชั้นเนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะหนี้เสียในกลุ่มรถยนต์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในเดือนกันยายน 2566 มีโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีก สำหรับหนี้เสียกลุ่มรหัส 21 ไตรมาส2/2566 มีมูลหนี้รวม 3.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 3.1 แสนล้านบาท ส่วนหนี้กลุ่มรถยนต์ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 3.34 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีมูลหนี้อยู่ที่ระดับ 2.35 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องรอการจัดการของรัฐบาลจะใช้มาตรการพักชำระหนี้ในกลุ่มรถยนต์เช่นเดียวกับภาคเกษตรด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ จากวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแออยู่ สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวต่อเนื่องและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับตัวต่ำกว่ากรอบเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และศูนย์วิจัยฯคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 27 กันยายนนี้ ธปท.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25%

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image