SMD คว้าสัญญาตัวแทนจำหน่าย V5med จากไต้หวัน เดินหน้าบิสิเนสโมเดลสู่ Recurring Income มั่นใจมาถูกทาง Q2/66 เติบโต 257% พร้อมเดินหน้าซื้อหุ้นคืน ไม่เกิน 22 ล้านหุ้น วงเงินไม่เกิน 120 ล้านบาท
ดร.วิโรจน์ วสุศทธิกลุกานต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซนต์เมด จำกัด (มหาชน) หรือ SMD เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ระบบ AI ตรวจจับมะเร็งปอด (Lung CA) จากภาพ CT ทุกยี่ห้อ กับ V5med ผลิตภัณฑ์จากไต้หวัน ระยะเวลาการเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย 5 ปี เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา
โดย Business Model คือ การให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเช่าใช้รายเดือน ในเงื่อนไขและราคาที่โรงพยาบาลสามารถเข้าถึงได้ง่าย จะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้ประจำที่สม่ำเสมอ (Recurring Income) เพื่อการเติบโตแบบยั่งยืน เพราะในประเทศไทยมีเครื่อง CT ติดตั้งใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเขตอาเซียน
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เริ่มมีการปรับโหมดธุรกิจครั้งใหญ่ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา หรือทรานฟอร์เมชั่น จากธุรกิจ เทรดดิ้งคัมพานี กระจายไปสู่การมีรายได้ประจำสม่ำเสมอรายเดือน หรือ Recurring Income ทั้งในรูปแบบ Revenue Sharing และในรูปแบบ เช่าใช้ หรือ เช่าซื้อ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ของบริษัทฯ เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่ม และไตรมาส 2/66 นี้ มีกำไรสุทธิ 28.63 ล้านบาท เติบโต 257% QoQ และมีกำไรครึ่งปีแรกประมาณ 36.6 ล้านบาท
ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า แม้ว่ายอดขายในส่วนของธุรกิจเทรดดิ้ง ยังมีสัดส่วนมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากมองไปในระยะ 1-2 ปี ข้างหน้า ธุรกิจในรูปแบบ Revenue Sharing และในรูปแบบ เช่าใช้ หรือ เช่าซื้อ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ของบริษัทฯจะสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีการประชุม เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2566 ท และมีมติอนุมัติ โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อการบริหารทางการเงินด้วยวงเงินที่ใช้ไม่เกิน 120 ล้านบาท จำนวน หุ้นไม่เกิน 22 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 9.79% ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2566-30 มีนาคม 2567 โดยเหตุผลของการซื้อหุ้นคืน เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัท ในศักยภาพการสร้างรายได้และกำไรในอนาคตของบริษัท รวมถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท
“ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรสะสมเท่ากับ 466.21 ล้านบาท มีหนี้สินถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่เริ่มซื้อหุ้นคืนเท่ากับ 51.8 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกระแสเงินสด 357.21 ล้านบาท และมีอัตราส่วนสินทรัพย์หมุนเวียน 12.29 เท่า จึงมีสภาพคล่องส่วนเกินเพียงพอต่อการซื้อหุ้นคืน”

