ส่งออกหนืด-ในประเทศฟื้นตัวช้า
ลุ้นนโยบายรัฐกระตุ้นภาคผลิต
หมายเหตุ – นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) แถลงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (พีเอ็มไอ) เดือนสิงหาคม 2566 พร้อมคาดการณ์สถานการณ์ภาคการผลิตไทยจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 91.85 ลดลง 7.53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 (มกราคม-สิงหาคม) ลดลง 4.95% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 58.18% และช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่เฉลี่ย 60.09% เป็นผลจากการส่งออกที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และกําลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ทำให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมลดลง อย่างไรก็ตาม การส่งออกเดือนสิงหาคม 2566 กลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้ง ทั้งนี้ ต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออกในระยะข้างหน้าต่อไป นอกจากนี้ เศรษฐกิจในประเทศยังฟื้นตัวช้า โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและหนี้ภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้ของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น
ขณะที่สภาพอากาศที่แปรปรวนจากปรากฏการณ์เอลนิโญ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกรลดลง กดดันกําลังซื้อในส่วนภูมิภาค อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวช่วยสนับสนุนการบริโภคในประเทศ ผลจากมาตรการวีซ่าฟรีให้กับ 2 ประเทศ คือ จีน และคาซัคสถาน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลง โดยเงินเฟ้อเดือนสิงหาคม 2566 อยู่ที่ 0.88%
สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตในเดือนสิงหาคม 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 40.51% จากน้ำตาลทรายขาวและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ ตามความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นจากทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ทั้งนี้ พบว่าน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ขยายตัวทั้งในประเทศ ตามคำสั่งซื้อจากไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส เครื่องสำอางและเวชภัณฑ์ และตลาดส่งออกที่ขยายตัวในอาเซียน เกาหลีใต้ และไต้หวัน นอกจากนี้ประเทศไทยยังผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้น และคุณภาพดีขึ้นด้วย
ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 29.52% จากราคาปุ๋ยปรับลดลงจากปีก่อน สินค้าเกษตรมีราคาปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมีการทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายทำให้สินค้าถูกระบายออกไปต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.50% จากน้ำมันเครื่องบิน ก๊าซหุงต้ม และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก โดยการผลิตขยายตัวต่อเนื่องเป็นไปตามการใช้ในภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เส้นใยประดิษฐ์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26.32% จากเส้นใยโพลีเอสเตอร์และเส้นใยประดิษฐ์อื่นๆ ตามการขยายตัวตลาดส่งออก เนื่องจากปีก่อนประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิดจึงมีคำสั่งซื้อเข้ามาน้อย แต่ปีนี้ประเทศคู่ค้าสำคัญมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย จีน และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์คอนกรีต ปูนซีเมนต์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.58% จากเสาเข็มคอนกรีตและคอนกรีตผสมเสร็จเป็นหลัก เนื่องจากกิจกรรมการก่อสร้างเริ่มเพิ่มขึ้นตามจากราคาเหล็กที่ปรับตัวลดลง ซึ่งคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นมาจากความต้องการซ่อมแซมอาคารบ้านเรือน การก่อสร้างในโครงการของภาคเอกชน
ขณะที่สำหรับอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตในเดือนสิงหาคม 2566 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ รถยนต์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.39% จากการหดตัวของตลาดในประเทศเป็นหลัก ที่มีสาเหตุมาจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับผู้บริโภคชะลอการซื้อเนื่องจากในช่วงปลายปีจะมีงานมอเตอร์โชว์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 13.65% ตามภาวะตลาดโลกที่ชะลอตัว ผู้ผลิตส่วนใหญ่มีการยอดการผลิตและจำหน่ายลดลง บางรายผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงแต่ปริมาณการผลิตน้อย, คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 32.36% ลดลงจากฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เป็นหลักเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีความจุ ทำให้ผลิตน้อยลง แต่แพงขึ้นตามปริมาณความจุ และแนวโน้มการใช้สตอเรจยูนิตประเภทโซลิด
สเตตไดรฟ์ (เอสเอสดี) มีสัดส่วนการใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ ทดแทนเอชดีดีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยไม่มีฐานการผลิตเอสเอสดีในประเทศ
อย่างไรก็ตาม สศอ.ได้จัดทำการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของไทยเดือนกันยายน 2566 ส่งสัญญาณเฝ้าระวังในช่วงขาลง จากปัจจัยภายในประเทศชะลอตัวตามการลงทุน และปริมาณนําเข้าสินค้า โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทยหดตัวมากขึ้น เป็นผลจากการหดตัวของ
การจําหน่ายวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรและอุปกรณ์ และยอดจดทะเบียนยานยนต์ใหม่ในประเทศที่ปรับลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ด้านดัชนีปริมาณสินค้านําเข้าของไทยมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น จากการ
นําเข้าก๊าซธรรมชาติที่ลดลง
นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของไทย 3 เดือนข้างหน้ายังชะลอตัวจากการเผชิญกับภาวะต้นทุนที่สูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนความเชื่อมั่นในภาคการผลิตได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่ชะลอลงและสินค้าคงคลังของประเทศคู่ค้าสําคัญยังอยู่ในระดับสูง และดัชนีภาคอุตสาหกรรม 3 เดือนข้างหน้า ชะลอตัวจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อการส่งออกไทย อีกทั้งผู้ประกอบการยังกังวลเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่อาจส่งผล
กระทบต่อต้นทุนการผลิต เช่น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และนโยบายด้านพลังงาน เป็นต้น
สำหรับประเด็นที่น่าติดตามในช่วงนี้ ได้แก่ นโยบายของรัฐบาลใหม่ อาทิ กระเป๋าเงินดิจิทัลแจกเงิน 10,000 บาท การแก้ปัญหาหนี้สิน พักหนี้เกษตรกรและพักหนี้เอสเอ็มอี การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งลดค่าไฟเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย ลดราคาดีเซลลงไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และเตรียมช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ใช้เบนซิน การผลักดันสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท มีผลวันที่ 1 มกราคม 2567 และแบ่งจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 2 งวด โดยเชื่อว่าจะเกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงระดับประเทศพร้อมกัน คาดว่าจะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากกําลังซื้อของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทั่วทุกพื้นที่ ส่งผลโดยรวมต่อภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมให้มีการขยายการลงทุนและการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาล คือ กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนพลังงานสูง หรือ มีการใช้ไฟฟ้าจํานวนมาก เช่น กลุ่มเหล็กและโลหะพื้นฐาน กลุ่มพลาสติก กลุ่มรถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ และยางล้อ เป็นต้น
ดังนั้น จึงประมาณการดัชนีเอ็มพีไอปี 2566 คาดว่าจะลดลง 2.8-3.8% ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรม คาดว่าปี 2566 จะลดลง 1.5-2.5% โดยเป็นการปรับประมาณการล่าสุดเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับปี 2567 ยังไม่ได้ประมาณการเป็นตัวเลข แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะขยายตัว และจะทำการประมาณการและแถลงข่าวในเดือนพฤศจิกายน 2566


