‘ทิสโก้’ ชี้ ตลาดทุนไทยไร้จุดขาย ติดหล่ม 10 ปี วอนรัฐเร่งสร้างความมั่นใจ พร้อมฝาก 6 ข้อเสนอแก้กับดัก

29.09.23 | 13:36 น.

‘ทิสโก้’ ชี้ ตลาดทุนไทยไร้จุดขาย ติดหล่ม 10 ปี วอนรัฐเร่งสร้างความมั่นใจ พร้อมฝากข้อเสนอแก้กับดัก 6 ข้อ

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 29 กันยายน ที่แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต) นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวภายในงานสัมมนา ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต บรรยายพิเศษในหัวข้อ ฟ้าหลังฝน-ฝ่าวิกฤต พิชิตโอกาส ว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทย จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาแล้วกว่า 1 เดือน แต่ตลาดหุ้นไทยยังดิ่งหัวลงอยู่ตลอด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเงินตลาดทุนของไทยยังเติบโตช้ากว่าคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยโตต่ำกว่าคู่แข่งทุกปี หรือโตเฉลี่ยเพียง 1.9% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีต่างชาตินำเงินออกจากตลาดทุนไทยกว่า 9 แสนล้านบาท เนื่องจากไทยยังไม่มีจุดขายที่หน้าสนใจ

นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยไม่มีจุดขาย เกิดจากเราซ้ำเติมตัวเองด้วยการยกเลิกสนับสนุนการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย ก่อนหน้านี้ ไทยเคยมีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งเป็นส่วนสร้างเสถียรภาพให้ตลาดหุ้น เพราะเป็นเม็ดเงินที่อยู่ยาว 5-10 ปี นอกจากช่วยการออมของประเทศ สร้างผลตอบแทนให้ประเทศ และยังช่วยให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในประเทศ เมื่อยกเลิกทำให้ต่างชาติถอนเงินออก ส่วนสัดส่วนการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนไทย ที่เข้ามาช่วยสร้างเสถียรภาพให้ตลาดมีการลดลงมาตลอด จากเดิมเเคยขึ้นไปอยู่ที่ 12% ของตลาด ปัจจุบันกลับลงมาอยู่ที่ 7-8% ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยที่สู้ประเทศคู่แข่งไม่ได้

“เมื่อกลับมาดูผลในระยะสั้น ปี 2566 เป็นอีกปีที่ตลาดหุ้นตกต่ำ ปัจจุบันติดลบกว่า 10% แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว แต่ตลาดโลกเติบโต 10% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตช้า ระยะสั้นก็ฟื้นช้า ไตรมาสที่ 2/2566 เศรษฐกิจเติบโตเพียง 1.8% แต่ที่สำคัญคือเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้วทำไมถึงยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ เพราะแผนของรัฐบาลยังไม่ชัดเจน ทำให้นักวิเคราะห์ยังไม่ใส่นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท เข้าไปในประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี)” นายไพบูลย์ กล่าว

Advertisement

นายไพบูลย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วง 6-12 เดือนจากนี้ ตลาดหุ้นไทยจะสามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ เพราะตลาดหุ้นไหนที่ตกหนักๆ ปีต่อไปมีโอกาสรีบาวด์ได้ จากเม็ดเงินระยะสั้นที่มูฟค่อนข้างเร็ว ซึ่งวันนี้เงินลงทุนต่างชาติระยะสั้นที่เข้ามาซื้อขายหุ้นไทยมีอยู่กว่า 80% และเชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโต 5% ตามที่นายกเศรษฐา บอกได้และทำได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องห่วงตลาดหุ้นไทยพร้อมที่จะขึ้นไปแน่นอนในระยะยาว

“ซึ่งจะทำให้หุ้นไทยออกจากกับดัก 1,500 จุดได้ ซึ่งกับดักตรงนี้เป็นอะไรที่ถ้าไม่แก้วันนี้จะอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ และจะทำลายความน่าเชื่อถือของตลาดหุ้น จะทำให้คนออมเงินในตลาดหุ้นโดยเฉพาะเงินเกษียณและบำนาญที่อยู่ในตลาดทุนเสียโอกาสไปมากเมื่อเทียบประเทศอื่นๆ” นายไพบูลย์ กล่าว

นอกจากนี้ มีข้อเสนอถึงรัฐบาล 6 ข้อ คือ 1.รัฐบาลต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าที่จำเป็นในระยะข้างหน้า เน้นการสร้างรายได้และเพิ่มประสิทธิผล ทดแทนนโยบายประชานิยม 2.รัฐบาลต้องลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศในระยะยาว 3.รัฐบาลต้องใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนทางเลือกสำหรับโครงการภาครัฐ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

4.รัฐบาลต้องเร่งพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสร้างจุดขายใหม่ให้ตลาดทุนไทย โดยจะเสนอกองทุนรวมเพื่อการออมหุ้นยั่งยืน (SEF) ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% โดยแยกวงเงินลดหย่อนออกมาเป็นเอกเทศ ลงทุนหุ้นประเภทหุ้นยั่งยืนที่มีกว่า 100 บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ต้องถือหน่วยลงทุนอย่างน้อย 10 ปี 5.รัฐบาลต้องใช้มาตรการภาษีสร้างแรงจูงใจให้คนไทยลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเพิ่มรายได้หลังเกษียณ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างวัฒนธรรมการลงทุน ซึ่งจะสอดคล้องกับประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้ภาษีเป็นแรงจูงใจนักลงทุน และ 6.รัฐบาลต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมเพื่อเร่งรัดการลงโทษผู้กระทำความผิดในตลาดทุน โดยให้รับโทษที่รวดเร็วขึ้น