พีทีจี เผยในวิกฤตคือโอกาสที่ต้องก้าวข้าม ตั้งเป้า 5 ปี ขยายส่วนแบ่งน้ำมัน โตที่ 25%
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2566 นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กล่าวในหัวข้อ “The Great Challenger” ในงานสัมมนา “ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต” ว่า จากจุดเริ่มต้นที่ได้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจน้ำมันกับพีทีในปี 2535 นั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากที่ทำงานสายประมง ทำฟาร์มกุ้ง ตามที่เรียนจบมาจนเข้าเรียนปริญญาโทได้ เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้องรักในสิ่งที่ทำ
นายพิทักษ์กล่าวว่า จากนั้น ในปี 2540 บริษัทก็มีปัญหา เนื่องจากความเพลิน เพราะเราทำแล้วชนะเรื่อยๆ จนกลายเป็นบริษัท ระดับเครดิต ถึง 6 เดือน ซึ่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2540 เงินบาทอยู่ที่ 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่พอมาถึงวันที่ 2 กรกฎาคม ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินอ่อน บริษัทต้องจ่ายในราคาสูงสุด 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องมาเจอกับวิกฤตในปี 2551 ที่มีการปรับราคาน้ำมันดิบสูงถึง 180 เหรียญต่อบาร์เรล ที่ส่งผลเกิดภาวะขาดทุนถึง 3,600 ล้านบาท
“ตลอดการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ถือว่าผ่านวิกฤตใหญ่ๆ ทั้งต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ และโควิด-19 นั้น มองว่าในวิกฤตที่เจอจะมีความเสี่ยง แต่หากเราก้าวข้ามและฝ่าวิกฤตไปได้ เราก็จะเห็นโอกาสนั้น เพราะวิกฤตคือโอกาส ความยากของธุรกิจคือใครจะเห็นโอกาสก่อน คนทำก่อนคือคนชนะ” นายพิทักษ์กล่าว
นายพิทักษ์กล่าวว่า จากนั้นเราก็พยายามชำระหนี้และขยายธุรกิจเติบโตมาในปี 2559 และในปีปัจจุบันเราก็มีเป้าหมายที่จะให้ธุรกิจน้ำมันและธุรกิจเครือข่ายใน 8 ธุรกิจมีการเติบโตไปข้างหน้า คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปี 2565 ที่ 1.5 แสนล้านบาท
“จากหลายๆ วิกฤตที่ผ่านมา ทั้งต้มยำกุ้งหรือแม้กระทั่งโควิด-19 ซึ่งเรามองว่าไม่มีประเด็นใดๆ เพราะเราเจอวิกฤตเฉียดตายมาแล้ว หากไม่ก้าวข้ามเราก็จะไม่เจอจุดเปลี่ยน เพราะทุกๆ การเปลี่ยนแปลงจะนำมาถึงทางเลือก ที่จะให้เราตัดสินใจในการทำธุรกิจ” นายพิทักษ์กล่าว

นายพิทักษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในการทำธุรกิจของเราตั้งแต่ปี 2552 เรามีสถานีน้ำมันที่คอยให้บริการ 89 สาขา หรือคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% แต่ปัจจุบันเรามีสถานีบริการรวมทั้งสิ้น 2,166 สาขา และพีทีมีส่วนแบ่งตลาดที่ 19.5% โดยในสิ้นปี 2566 นี้เรามีเป้าหมายที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 20% และอนาคตเราพร้อมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย โดยปัจจุบันในไตรมาส 2 ปี 2566 พีที มีมาร์เก็ตแชร์ 19.56% ปตท. 38.5% เอสโซ่รวมกับบางจาก 25-26% และคาดว่าถึงสิ้นปีพีทีจะขยับไปอยู่ที่ 20%
นายพิทักษ์กล่าวว่า สุดท้ายในเป้าหมายการทำธุรกิจของบริษัทใน 5 ปีข้างหน้า เราต้องการที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจน้ำมันให้เติบโตที่ 25% มีคนที่จะเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกจากปัจจุบัน 21 ล้านสมาชิก เป็น 30 ล้านสมาชิกแล้ว ทำให้ธุรกิจพันธุ์ไทยมีการเติบโตในเรื่องของรายได้ให้มีเพิ่มขึ้น

