‘เศรษฐา’ โชว์วิชั่น’Next Chapter ประเทศไทย’ ลุยแก้เหลื่อมล้ำ ปลุกเอกชน ชวน ตปท.ลงทุนครั้งใหญ่ ชูจีโอโพลิติกส์ บาลานซ์มหาอำนาจโลก
เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่แกรนด์ฮอลล์ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Next Chapter ประเทศไทย” ในงานสัมมนา ถอดรหัสลงทุน ก้าวข้ามวิกฤต ที่หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ จัดขึ้น
โดยนายเศรษฐากล่าวว่า ปัญหาสังคม ความแตกแยก ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาค และความไม่เท่าเทียม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มากและอาจจะเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดก็ว่าได้ เรื่องนี้เป็นภารกิจใหญ่ของรัฐบาล เป็นปัญหาที่หมักหมมมาในระยะเวลาที่ยาวนานมากซึ่งตนไม่อยากบอกว่าถูกการละเลยหรือว่าถูกการปล่อยปละไม่มีการแก้ไขปัญหามาแต่ว่ามันเป็นปัญหาที่ยาก และเป็นปัญหาที่ใหญ่มีหลายๆ มิติ ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด และตนจะไม่เคลมว่ารัฐบาลนี้มี total absolute solution ที่ให้ทุกท่านฟังแล้วมีความสบายใจ แต่เราเริ่มกันด้วยเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันนี้เราก็มีการวางโรดแมปไว้แล้วบ้าง แม้ว่ายังไม่สมบูรณ์ แต่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะต้องทำต่อไป

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของการแก้กฎกติกาของการอยู่กันอย่างมีสันติ เป็นเรื่องของภาคส่วนหนึ่งที่ต้องจัดการกันไป แต่ผมอยากจะขอพูดในแง่ของทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ท่านผู้ฟังที่อยู่ที่บ้านทุกๆ ท่าน ประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด ผมว่าเรามีส่วนทุกคนในการที่จะร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขปัญหาเพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นปัญหาของทุกคน เป็นปัญหาของผู้แทนราษฎร เป็นปัญหาของผู้บริหารประเทศ ทุกคนมีส่วน ในการที่ทำให้ปัญหานี้มันเกิดขึ้นมา เรื่องของการที่เราต้องอยู่ในภาวะปัจจุบันนี้มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก
ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงที่สุดประเทศหนึ่ง ตรงนี้คนจนก็จนมาก คนรวยก็รวยมาก ถ้าเกิดต้องการให้รัฐบาลออกเป็นมาตรการเป็นคำสั่งการออกมาที่จะมาแก้ไขปัญหา ตนคิดว่าปัญหามันไม่ถูกแก้ไขหรอก ปัญหามันก็อยู่มา เกิดมา แล้วก็ถูกแก้ไขโดยจิตใต้สำนึกของทุกคน ตนยืนตรงนี้ ตนก็มาขอร้องมาวิงวอนให้ทุกท่านเข้าใจ ผมเชื่อว่าเรารู้กันอยู่แล้วว่าเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความไม่เสมอภาค ความไม่เท่าเทียมในทุกมิติ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งถ้าเกิดท่านคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญก็ช่วยกันซัพพอร์ต ช่วยกันออกความเห็นในทิศทางที่เชิงบวก ถ้าเกิดเห็นด้วยแต่มีข้อแม้บ้างก็ขอให้เสนอออกมาในทิศทางที่เป็นประโยชน์
เพราะในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาหรืออาจจะยาวกว่านั้น ส่วนตัวผมเองขอพูดในฐานะคนไทยแล้วกันว่าเมื่อมีความเห็นต่าง เมื่อเรามีความไม่พอใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะพูดจากันด้วยภาษาที่ทุกคนรับฟังกันได้อย่างสบายหู มีสีหน้าที่ดูแล้วมีมิตรภาพบนความเห็นต่าง ผมว่าจะเป็นการกระทำที่ดีกว่า แต่ปัจจุบันนี้เรื่องของการให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียเยอะ มีคนพูดกันเยอะ มีคนแสดงความคิดเห็นเยอะ มีการใช้คำพูดที่บาดหัวใจ ฟังแล้วก็สะอื้นได้พอสมควรเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเป็นเรื่องที่เห็นต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ตามที เป็นเรื่องที่การที่ชิงไหวชิงพริบ ที่ทำให้ตัวเองได้เปรียบ แต่ว่าผลกระทบในเชิงลึกมีมากกับการที่สังคมมีความแตกแยก มีการแบ่งพวกที่ชัดเจน
เรามีวิธีการสื่อสารกันได้หลายวิธี ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการสื่อสารแตกต่างกันไป คำพูด คำจา คำแต่ละคำมันมีความหมายลึกซึ้ง ปัญหามันไม่ได้เพิ่งเกิดเมื่อ 2-3 ปีนี้ ปัญหามันเกิดมานานแล้ว หลายๆ ท่านอาจจะบอกว่าการที่ใช้ภาษาที่รุนแรง ชัดเจน อาจจะเป็นวิธีการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ตนอาจจะขอให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แล้วก็หันเข้าหากันใช้ภาษาที่อาจจะใช้คำพูดที่ยาวนิดหนึ่ง
ผมเองเป็นคนที่ชัดเจนมาโดยตลอด ถ้าคนรู้จักผม ผมเป็นคนที่พูดน้อยแล้วก็ให้ได้ใจความ แต่ว่ามายืนอยู่ตรงนี้ ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่เราเองเราต้องมีการปรับปรุงตัวเองเพื่อให้ลดความขัดแย้งลงไปจากการพูดจา ผมอาจจะพูดมาเป็นเหมือนคอนเซ็ปต์ หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ ก็ขอยกตัวอย่างแล้วกัน ไม่ได้ไปว่าใคร หรือต้องการจะไปตอบโต้กับใครทั้งสิ้น เรื่องการที่เราใช้คำว่า ปฏิรูป สังคายนา ล้างบาง ผมยกตัวอย่าง ผมว่าทุก ๆ คนก็มีความภูมิใจในองค์กรของตัวเอง ผมเข้าใจว่าทุก ๆ คนมีความหวังดีกับองค์กรของตัวเอง ผมเข้าใจว่าทุกๆ องค์กร มีคนดี คนไม่ดี แต่ว่าการที่เราใช้คำพูดที่รุนแรง วิธีการที่ก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่ชัดเจน มันเป็นวิธีการแก้ไขปัญหาหรือเปล่า หรือการแก้ปัญหามันอยู่ที่การกระทำไม่ได้อยู่ที่การพูด ผมเชื่อว่าอยู่ที่อันหลัง มันอยู่ที่การกระทำมันอยู่ที่วิธีการในการทำ

การที่เอาสถาบันต่างๆ มาพูดในที่สว่าง ที่มีคำพูดที่รุนแรง เชื่อว่าไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา การแก้ปัญหาคือการที่พูดคุยกันในภาษาที่ทุกคนยอมรับได้ แต่ไปเน้นหนักเรื่องการกระทำ เรื่องกระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้สังคมดีขึ้น เชื่อว่าตนไม่ต้องพูดเยอะในเรื่องนี้ ตนเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีอยู่แล้ว ซึ่งการกระทำตัวของทุกๆ คน ในสังคมมีส่วนช่วยทำให้สังคมลดความเหลื่อมล้ำ คนที่มีเยอะ เรื่องของการใช้โซเชียลมีเดียในการอวด ในการแสดงตนว่าเหนือท่าน หลายๆ เรื่องพวกนี้ถ้าเกิดลดลงไปได้บ้าง คนที่อยู่ชายขอบของสังคม เขาก็จะมีความสบายใจขึ้น
ผมเชื่อว่าในทุกท่านในที่นี้ อาจจะรวมถึงตัวผมเองก็อาจจะเป็นส่วนที่จะต้องรับผิดชอบไปเหมือนกัน แต่ว่ามันไม่สายเกินไปหรอกครับ เราลองมาช่วยเยียวยาสังคมให้มันดีขึ้น จากการกระทำของพวกเราเองทุกคน ผมพูดไปหลายวงแล้วไม่อยากจะมาเน้นเยอะ เดี๋ยวจะหาว่าผมมีอคติกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ว่ามีความไม่สบายใจจริงๆ กับเรื่องนี้ เราคิดว่าเรามีความต้องรับผิดชอบต่อสังคมอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะนำประเทศเดินไปข้างหน้าได้ควบคู่กับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่ให้เป็นฉบับที่มีประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น
ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่เราทุกคนเข้าใจดี ดูได้จากประเทศเพื่อนบ้าน อัตราการเติบโตของของ GDP ของประเทศเพื่อนบ้าน โตกว่าเรากว่า 2 เท่า ซึ่งประเทศไทย ก็ประสบปัญหามาเหมือนกับเขา กำลังอยู่ในช่วงที่จะฟื้นตัวจากโควิด รัฐบาลก็ใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาถึงจุดตรงนี้ได้ เราก็พยายามที่จะเข็นนโยบายดีๆ หลายอัน ปัญหาเศรษฐกิจพี่น้องเดือดร้อนกันเยอะมาก ถ้าไม่มีการเยียวยาหรือบริหารจัดการกันไป จะเรียกว่าประชานิยม หรือท่านจะเรียกว่านโยบายหาเสียงอะไรก็ได้ แต่ว่ามีอีกหลายสิบล้านคนที่เขาเดือดร้อนอยู่กับปัญหาปัจจุบัน
รัฐบาลนี้มาเพื่อประชาชนอะไรที่เราทำได้เราทำก่อน ลดค่าไฟต่อยูนิตจาก 4 บาทกลางๆ ไปเป็น 4.10 บาท อีกอาทิตย์หนึ่งก็ลงไปอยู่ 3.99 บาท ไม่ใช่ว่าไม่ได้ไตร่ตรอง แต่เราไตร่ตรองแล้วว่าถ้าเกิดมันทำได้เราทำไปก่อนดีกว่า ประกาศไปก่อน ให้ความมั่นใจ ให้ความสบายใจ แล้วถ้าเกิดเราทำได้เราก็จะทำต่อไป และก็จะพยายามทำต่อไปอีก ตรงนี้ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านเข้าใจว่าเราพยายามอยู่
เรื่องของการพักหนี้เกษตรกรที่ทำไปเมื่อ 2 วันก่อนนี้ ก็เป็นนโยบายหนึ่งซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร ขอบอกไว้ว่าเขาเดือดร้อนเยอะ เดือดร้อนมาก เรามีการพักหนี้กันไป 13 หนภายใน 9 ปี แล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เชื่อว่าคำถามที่ทุกท่านมีซึ่งก็อยู่ในใจตนเหมือนกัน คือ ถ้าเกิดพักแล้ว พักอีก พักต่อไป แล้วมันต้องพักอีกหรือเปล่า ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ ต้องพักอีก แต่ความจำเป็นในการที่จะต้องพักเดี๋ยวนี้ เพราะเขาเดือดร้อนมาก เขาไม่สามารถมีขวัญและกำลังใจที่จะลุกขึ้นไปทำงานต่อได้ ซึ่งการที่เราพักหนี้จะทำให้เขามีขวัญและกำลังใจในการที่จะไปทำงานต่อ ทำให้นโยบายของรัฐบาลนำเขาไปสู่ขบวนการฟื้นฟู ได้ อาทิ การใช้การตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยการตลาดนำ คือ การที่รัฐบาลนี้จะไปเปิดตลาดใหม่ๆ เพราะมีหลายตลาดที่เรายังด้อยกว่าประเทศอื่น ตะวันออกกลาง หรือที่แอฟริกา ซึ่งไม่มีความมั่นคงทางอาหารเลย เปรียบเทียบกับประเทศเราความมั่นคงทางอาหารสูงมาก
เราเองให้ความสำคัญกับสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อียู ถ้าเกิดเราไปเปิดตลาดตรงนี้ให้เยอะขึ้นก็จะทำให้ demand for goods ของเราเยอะขึ้น ก็จะทำให้ราคาดีขึ้น รายได้ของพี่น้องเกษตรกรก็จะดีขึ้น นวัตกรรมที่เราจะนำมาใส่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการให้องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการทดสอบหน้าดิน การให้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของพืชผลนั้นๆ เรื่องของระบบชลประทานที่จะดีกว่าที่เราจะนำเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร
ผมก็คิดว่าและก็หวังว่า คงจะเป็นการแก้ปัญหาในเชิงบูรนาการแล้วก็แก้ปัญหาระยะยาว ทำให้เราจะมีการทำเรื่องพักหนี้สินของเกษตรกรน้อยลง ผมใช้คำว่าน้อยลง เพราะว่าเป็นที่น่าเสียใจว่าจริงๆ แล้วอาชีพนี้ ก็เป็นอาชีพที่ต้องพึ่งกับดินฟ้าอากาศเยอะ อาจจะมีบางโอกาสที่เราอาจจะต้องมีการทำอย่างนี้บ้าง
ส่วนอีกปัญหาหนึ่งซึ่งหลายๆ ท่านก็มีคำถามอยู่ในใจถึงเรื่องของจำนำ ประกันหรือจ้างผลิต จะใช้วาทกรรมอะไรก็ตามทีรัฐบาลนี้จะมีหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าเราไม่มีความประสงค์ที่จะมี เราใช้การตลาดนำนวัตกรรมเสริม ยกเว้น แต่มีภัยพิบัติ อย่างร้ายแรงที่ต้องช่วยเหลือจุนเจือพี่น้องเกษตรกร ตรงนี้เราให้ตระหนักถึงความตระหนักดีว่าเป็นอะไรที่เราไม่ควรจะทำ แล้วก็คงไม่พูดถึงรัฐบาลก่อนๆ แต่เราจะไม่ทำถ้าเกิดไม่มีภัยพิบัติ ซึ่งเมื่อพูดเรื่องนี้ อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ ไม่ท่วมไม่แล้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องการบริหารจัดการน้ำเรามีอยู่ 4 ส่วน คือ 1.การบริโภค คือ กิน ดื่ม ใช้ ส่วนนี้ไม่มีปัญหา 2.การรักษาระบบนิเวศน์ ไม่มีปัญหา 3.การใช้ภาคอุตสาหกรรม ก็ได้รับรายงานมาว่าไม่มีปัญหา แต่ตนก็มีความกังวลใจอยู่บ้าง และ 4.เกษตรกรรม ที่ทุกภาคส่วนเห็นด้วยว่ามีปัญหาแน่นอน ซึ่งปีนี้ฝนตกช้าและตกน้อย ฝนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก็เป็นการตกหลังเขื่อน แต่ว่าก็ยังมีความหวังอยู่ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องหวังว่าต้องพึ่งดินฟ้าอากาศว่าหน้าฝนนี้จะขยายระยะเวลาให้ยาวกว่าที่เป็นปัจจุบัน เพราะจะได้เก็บน้ำในเขื่อนได้เยอะขึ้น ส่วนเรื่องการบริหารจัดการเรื่องน้ำในส่วนภาคอุตสาหกรรมต้องทำได้ดีกว่านี้ ต้องให้ความมั่นใจกับภาคธุรกิจได้มากกว่านี้ ได้พูดคุยกับเพื่อนนักธุรกิจที่เป็นมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เยอะทางภาคตะวันออก ถ้าเกิดเราไม่บริหารจัดการให้ดีกว่านี้น้ำในโรงงานอุตสาหกรรมจะขาดแคลนภายในเดือนเมษายนปี 2567 แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทางกรมชลประทานก็ตระหนักดี แล้วก็เริ่มมีการผันน้ำเข้ามาก็ทำให้เราเริ่มมีความหวัง

ตอนที่เรากำลังจะไปขยายตลาด ตอนที่จะไปเชื้อเชิญให้นักลงทุนมาลงทุนที่ประเทศไทยเยอะขึ้น เราไม่สามารถที่จะอัฟฟอร์ดได้ว่ามี negative news ออกไปว่าประเทศเราขาดแคลนน้ำ ใครเขาจะมาลงทุน อุตสาหกรรม ต้องการน้ำเป็นปัจจัยสำคัญเพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็ได้สั่งการไปที่กรมชลประทานแล้วว่า เป็นปัญหาที่เราต้องไม่ให้เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับการเกษตรกรรมทั้งหมด
วันนี้ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างประเทศ และพร้อมยกระดับการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ โดยเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานที่ดี ทั้งอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า รวมถึงสนามบิน และพยายามพัฒนาเมืองรองให้เป็นที่ต้องการลงทุนของชาวต่างชาติครับ แต่การที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนด้วย รัฐจะเป็นพระเอกคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยเอกชนในการลงมือทำด้วย
เรื่องที่ได้มีการเดินทางไปต่างประเทศ ทุกคนถามมาว่าไปประชุมยูเอ็นที่สหรัฐอเมริกามา ก็พยายามจะบอกว่า ตนไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) เพราะเป็นเรื่องของการบริหารความคาดหวังระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจระหว่าง จีนกับสหรัฐอเมริกา ไม่อยากจะบอกว่าไปประเทศไหนก่อน
ไปประชุมสหประชาชาติ ซึ่งบังเอิญตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก ก็ไม่ได้ไปเจอแค่ผู้นำสหรัฐ ไปเจอผู้นำหลายๆ ประเทศ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าประเทศไทยเปิดแล้วสำหรับการทำธุรกิจกับทุกๆ ประเทศ เราจะมีผู้นำเราจะมีคณะรัฐบาลที่เดินทางออกไปเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้า กับทุกๆ ประเทศจะให้ความสำคัญในการทำ FTA หรือสนธิสัญญาการค้าให้ aggressive มากยิ่งขึ้น เหตุผลหนึ่งที่เราแพ้เวียดนาม ไม่ใช่เรื่องของค่าแรงที่จะขึ้น เป็นเรื่องของ FTA ที่เรามีน้อยกว่า เป็นเรื่องของเราไม่ได้ออกไปประกาศว่าเราจะมีการเปิดประเทศครั้งใหญ่ เราไม่ได้นำเอกชน เราไม่ได้นำองค์กรรัฐที่ให้การสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนในการที่จะไปโฆษณา
เป็นที่ประจักษ์ดีอยู่แล้วว่าไปเจอบริษัทอะไรมาบ้าง หลายๆ บริษัทก็ให้ความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์ เทสลา หรือกูเกิล 3-4 บริษัท บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ๆ นี้จะลงทุนครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการธุรกรรมต่อเนื่องก็จะมีมาอีก ตรงนี้เป็นอะไรที่เรามีความคาดหวังอย่างสูงว่าจะเกิดขึ้น และก็มีการคุยต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าแค่ไปจับมือเจ๊าะแจ๊ะแล้วจบ ซึ่งการประชุมเอเปคที่เมืองซานฟรานซิสโกในเดือนพฤศจิกายน ก็มีการนัดหมายกันแล้วว่าจะไปพูดคุยต่อ และเป็นความหวังลึกๆ ของรัฐบาลเราว่าจะมีการตกลงกันได้ในขั้นพื้นฐานกับหลายบริษัท ซึ่งก็จะเป็นนิมิตหมายอันดีให้กับทั่วโลกว่าประเทศไทยได้เปิดแล้ว แล้วก็พร้อมสำหรับยกระดับการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่เพราะเราไม่สามารถพึ่งการเจริญเติบโตของ GDP ได้จากภาคเกษตรอย่างเดียว ต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ ครั้งใหญ่ที่สุด

ต้องไปเชื้อเชิญเขามาลงทุน ต้องให้ความมั่นใจว่าเรามีแพคเกจในการสนับสนุนให้เขาลงทุนอย่างดี แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมว่าการมาลงทุนก็ต้องมีการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติด้วย มันมี Technical Know-How ต้องอิมพอร์ตเข้ามา ฉะนั้น การที่เขาเข้ามาอยู่วิธีการที่จะทำธุรกิจ หรือการได้รับวีซ่าก็ต้องได้รับการสนับสนุนที่ดี หลายๆ ปัจจัยซึ่งหลายๆ ท่านที่นี้อาจจะทราบแต่เราพูดกันน้อยเกินไป แต่ก็ฝากไว้ด้วยแล้วกันว่าถ้าเกิดท่านมีคู่ค้าต่างประเทศให้บอก ด้วยว่าไม่ใช่ประเทศไทยมีแค่ ภูเขา ทะเล วัฒนธรรม อาหารอร่อย ค่าครองชีพที่ถูก เรามีโรงเรียน international school ซึ่งใจเขาใจเรา ถ้าเกิดท่านย้ายไปอยู่ต่างประเทศท่านก็มีความประสงค์ให้บุตรและธิดาของท่านได้เรียนหนังสือดีๆ เรามีโรงเรียน international ดีๆ เยอะมาก เรามีระบบการ ดูแลรักษาสุขภาพที่ระดับโลกมีโรงพยาบาลดีๆ หลายโรงพยาบาลที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาโดยเฉพาะเพื่อมารักษา เหล่านี้เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน
อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญเมื่อมีชาวต่างชาติมาลงทุน คือ เรื่อง Infrastructure ซึ่งก็ต้องขอบคุณบริษัทเทเลคอม-เทคโนโลยี ทั้งหลายที่ทำให้เรื่องอินเตอร์เน็ตของเราดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ทำให้เขามองตรงนี้แล้วมีความมั่นคงในเรื่องของอะไรหลายๆ อย่าง แต่เราก็ยังไม่เพอร์เฟ็กต์อยู่ดี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ต้องมีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรื่องของสนามบินก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่เช่นนั้นความเจริญก็จะกระจุกตัวอยู่แค่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้ slots ที่เครื่องบินสามารถเข้ามาจอดได้ก็เกือบเต็มแล้ว ต้องมีการขยายกันอย่างมาก เราพูดกันถึง ตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่หลายสิบล้านคน แต่ต้องเน้นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวก็เป็นแค่ประเด็นหนึ่ง เราต้องการเน้นระยะเวลาในการอยู่ ต้องเน้น spending per head มากกว่าที่หลายๆ ท่านปรารถนา ฉะนั้นการให้เข้ามาแค่กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ไม่สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ เราต้องพัฒนาเมืองรองให้มีที่ต้องการของชาวต่างประเทศก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่ง กระจายความเจริญ ไปให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในชนบท กระทรวงต่างๆ ต้องทำงานควบคู่กันไปเพื่อช่วยการโปรโมต

ไม่ใช่เป็นภาระของกระทรวงท่องเที่ยวอย่างเดียว กระทรวงคมนาคมเองก็ต้องทำให้ยกระดับการของการท่าอากาศยานขึ้นมาในหลายๆ จังหวัดให้รองรับเครื่องบินได้มากขึ้น ให้สามารถบินเข้าออกตอนกลางคืนได้มากยิ่งขึ้น กระทรวงวัฒนธรรมเองก็ต้องทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาลเพื่อยกระดับหลายๆ เมืองที่มีวัฒนธรรมที่ดีให้เป็นเมืองมรดกโลกให้ได้เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาให้ได้
นอกจากการลงทุนต่างประเทศแล้ว touristism industry จะสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างดีแล้วก็กระจายไปในทั่วทุกๆ จังหวัดได้ ตรงนี้ก็เป็นความปรารถนานี้ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งตรงนี้ก็เป็นอะไรที่เราต้องทำต้องพัฒนากันอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับ infrastructure development ของประเทศไทยให้เหนือกว่าคู่แข่ง ปัจจุบันนี้ เขามีอินโดนีเซีย เขามีเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งแหล่งเงินทุนของเรา ผู้นำเขาก็ออกไปค้าขายอย่างมาก เราเองเราก็ต้องสู้ ต้องพัฒนา
รัฐบาลนี้มาด้วยอย่างที่บอก ผมเทหมดหน้าตักที่จะมาบริหารจัดการประเทศที่จะบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ยิ่งออกต่างประเทศไปค้าขายมากขนาดไหน ก็ต้องลงพื้นที่ต่างจังหวัดมากขนาดนั้น เพื่อให้เป็นการให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเราเองเราไม่ได้รู้แค่การลงทุนต่างประเทศ เราเองเรามีความปรารถนาดีกับพี่น้องประชาชนทุกๆ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกษตร การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งวันนี้เจอปัญหาแล้วคือน้ำท่วม เดี๋ยวอีก 6 เดือนก็เจอปัญหาเรื่องน้ำแล้งอีก ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการในเรื่องของการลงทุนทางด้าน infrastructure” นายเศรษฐากล่าว
เรื่องของ “ไม่ท่วม ไม่แล้ง” เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง คิดว่าสำคัญมากกว่าการลงทุนรถไฟความเร็วสูงอีก เพราะว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ลงไปเรื่องไม่ท่วมไม่แล้งจะช่วย GDP ของประเทศไทย มันไม่ใช่ไฮเทคอะไรที่ต้องไปอิมพอร์ต เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ มา เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรจะให้ความสำคัญ ประเทศไทยต้องเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหารสูง เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ แล้วก็จะเป็นแหล่งที่เราจะสามารถส่งอาหารออกไปค้าขายกับต่างประเทศได้
จีโอโพลิติกส์ (Geo politics) หรือภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราพูดกันหลายหน เรื่องของบาลานส์ระหว่างประเทศจีนกับสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก แต่เรามีความภาคภูมิใจในเอกราชที่เรามีมาโดยตลอด เราจะไม่เลือกที่จะไปกับประเทศใดประเทศหนึ่ง เราต้องมีความเป็นกลาง ต้องยึดมั่นในความสงบ และความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน ควบคู่กันไปกับภาวะของการที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน ซึ่งเราได้เปรียบในบางเรื่อง เช่น ตำแหน่งที่ตั้งภูมิศาสตร์ของเราเป็นที่หมายมั่นปั้นมือของทุกๆ ประเทศ เราต้องบริหารจัดการตรงนี้ให้ดีๆ ทางรัฐบาลเองก็จะพยายามบาลานซ์ให้ดีที่สุด และนำประโยชน์สูงสุดมาให้กับประเทศ
เราเองเราต้องไม่ลืมด้วยว่ายังมีมหาอำนาจอีกคนหนึ่ง คือ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มี investment ที่สูงที่สุดในประเทศไทย เราเป็นคนไทย เราไม่ลืมต้นน้ำที่ใครที่ทำอะไรดีๆ ให้เรามา ซึ่งญี่ปุ่นมีความกังวลเรื่องตลาดรถอีวี ว่าจะเข้ามาแล้วทำให้เขาเสียเปรียบในแง่ของเชิงธุรกิจ เพราะเขาอาจจะช้าไปนิดหนึ่งสำหรับเรื่องอีวี ซึ่งตนจะเดินทางไปญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมนี้ ผมยืนยันกับท่านเจ้าหน้าที่บีโอไอว่า รัฐบาลนี้ไม่ลืมต้นน้ำ ไม่ลืมพระคุณที่รัฐบาลญี่ปุ่นหรือเอกชนญี่ปุ่น ที่ช่วยเหลือเรามาโดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ช่วงเวลานี้เมืองไทยเคยเป็น detroit of asia มีอู่ประกอบรถยนต์สันดาปเยอะมาก ถึงแม้เราจะสนับสนุนทางด้านอีวี เราก็ต้องสนับสนุนต่อไป แต่ว่าการมาเทคแคร์ธุรกิจเดิมๆ ที่ยังต้องดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตามทีรถสันดาปก็ต้องมีต่อไปอีกประมาณ 10-15 ปี ทำอย่างไรที่จะให้ภาคอุตสาหกรรมนี้อยู่ต่อไปได้
“มี Supply Chain ที่เยอะมากในประเทศไทย ถ้าอยู่ดีๆ หายไปหรือไม่ได้รับการสนับสนุน พี่น้องประชาชนคนไทยที่ทำงานอยูในภาคอุตสาหกรรมนี้ก็จะเดือดร้อน รัฐบาลเองคำนึงถึงเรื่องนี้ ก็มีการเสนอไปซึ่งผมก็จะมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่องจากนี้ไปถึงเดือนธันวาคมว่า เราจะมีการคุยกับสมาคมยานยนต์แล้วก็พูดกันเรื่องจะทำยังไงให้เมืองไทยเป็นศูนย์กลาง อาจจะดูย้อนแย้งนิดหนึ่ง ศูนย์กลางของช่วงสุดท้ายของการผลิตรถยนต์สันดาป อาจจะมีการให้อินเซนทีฟบางประการซึ่งเขาให้ย้ายฐานผลิตเข้ามาผลิตที่นี่เพื่อส่งออกออกไป ทำให้ซับพลายเชนของรถยนต์สันดาปสามารถมีอนาคตยาวต่อไปได้อีก ทำให้ช่วงเวลาที่เขาจะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่ผมมาพูดวันนี้จึงอยากชวนภาคเอกชน ร่วมช่วยกันดึงนักลงทุนจากต่างประเทศ มาร่วมลงทุนในประเทศไทยที่เราได้เปิดประเทศครั้งใหญ่แล้ว

