อัพเกรดสนามบิน รับมือท่องเที่ยวบูม
ตลอดการทำงานของรัฐบาลเศรษฐา 1 เรื่องที่ให้ความสำคัญยังคงเป็นเรื่องของภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์หลักในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาคึกคักและเติบโตอีกครั้ง โดยที่ผ่านมา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ลงพื้นที่เพื่อดูความเป็นไปได้ของพื้นที่ต่างๆ ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ซึ่งแผนการเหล่านี้ถือเป็นนโยบายหลักในยุครัฐบาลเศรษฐา ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดคมนาคมอย่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้รับลูกนโยบายของรัฐบาล
ล่าสุด มีการเปิดทดลองให้บริการอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา
เรื่องนี้ นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เผยว่า อาคารหลังนี้จะรองรับผู้โดยสารได้ 15 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเปิดทดลองให้บริการครบ 1 เดือน จะประเมินการให้บริการของระบบต่างๆ เพื่อความมั่นใจ หากไม่มีปัญหา ระบบมีความพร้อม จะมีการพิจารณากำหนดการเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
ส่วนแผนการลงทุนในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเพิ่มเติมนั้น ทอท.มีแผนเตรียมลงทุนส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) มูลค่าการลงทุนประมาณ 9 พันล้านบาท รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีก 15 ล้านคน ซึ่งขณะนี้ที่ปรึกษาจะใช้เวลาในการปรับแบบ 6 เดือน น่าจะเริ่มลงมือก่อสร้างได้ในต้นปี 2567 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี ทำให้มีพื้นที่เพิ่มอีก 6 หมื่นตารางเมตร
นอกจากนี้ ทอท.อยู่ระหว่างพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 3 มูลค่าการลงทุน 6.5 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างก่อสร้างรันเวย์ 3 ความยาว 4 พันเมตร ซึ่งมีความคืบหน้าในการก่อสร้างอยู่ที่ 73% และคาดว่าจะเปิดใช้งานทางวิ่งเส้นที่ 3 ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567
และยังมีโครงการปรับปรุงคุณภาพดินบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 2 (SAT-2) และการลงทุนส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศเหนือ (North Expansion) ซึ่งเป็นแผนระยะยาว อีกทั้งยังมีการลงทุนส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันตก (West Expansion) มูลค่าการลงทุนประมาณ 9 พันล้านบาท
คาดว่าสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 15 ล้านคนซึ่งโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับของสนามบินสุวรรณภูมิจากเดิมอยู่ที่ 120 ล้านคนต่อปี เป็น 150 ล้านคนต่อปี ได้อย่างน้อยภายใน 4 ปีหลังจากนี้
ส่วนการพัฒนาสนามบินดอนเมืองปัจจุบันอยู่ระหว่างเดินหน้ารับฟังความคิดเห็น ในส่วนของงานจ้างสำรวจและออกแบบโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 วงเงินลงทุนโครงการ 36,829 ล้านบาท ซึ่งงบลงทุนดังกล่าวใช้สำหรับการก่อสร้างหลุมจอดอากาศยานด้านทิศเหนือเพิ่มเติม 12 หลุมจอด ปรับปรุงอาคารคลังสินค้าเดิม และการก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 3 ซึ่งเดิมเป็นอาคารในประเทศและถูกปิดใช้งานมานาน โดยจะทุบรื้อสร้างเป็นอาคารระหว่างประเทศหลังใหม่
ทั้งนี้ ทอท.จะใช้เวลาดำเนินการออกแบบประมาณ 10 เดือน และเสนอ ครม.รับทราบต่อไป คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปลายปี 2567 เริ่มก่อสร้างต้นปี 2568 ทั้งนี้ อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ อาคาร 3 ระหว่างประเทศ ซึ่งมีพื้นที่ 1.4 แสนตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณปลายปี 2570 เมื่อเปิดให้บริการอาคาร 3 ทาง ทอท.จะปิดปรับปรุงอาคาร 1 ซึ่งให้บริการผู้โดยสารระหว่างประเทศในปัจจุบัน โดยจะรวมกับอาคาร 2 เพื่อเพิ่มพื้นที่การให้บริการภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 1.1 แสนตารางเมตร เป็น 2.3 แสนตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2572
อย่างไรก็ตาม เมื่อพัฒนาโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานดอนเมืองได้มากขึ้น จากเดิมสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 30 ล้านคนต่อปี เป็น 40 ล้านคนต่อปี และเมื่อแล้วเสร็จทุกโครงการสามารถบริหารจัดการให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนต่อปี
ส่วนแผนการพัฒนาสนามบินภูมิภาคที่อยู่ในการดูแลของ ทอท.นั้น เบื้องต้น ทอท.ได้มีการศึกษาเพื่อลงทุนสนามบินใหม่ในจังหวัดที่มีศักยภาพ และเป็นจังหวัดเดิมที่ ทอท.มีการบริหารสนามบินอยู่แล้ว โดยสนามบินแห่งใหม่มีแผนจะเร่งดำเนินการลงทุนพัฒนาก่อสร้างท่าอากาศยานนานาชาติอันดามัน ในพื้นที่ จ.พังงา เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ จ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ และระนอง เป็นศูนย์กลางการขนส่ง โดยเฉพาะการขนส่งทางอากาศ เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคต
ทั้งนี้ แผนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน เดิมเคยมีการศึกษาไว้แล้วในเบื้องต้นตามแผนแม่บทที่จะพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต แห่งที่ 2 บริเวณ ต.โคกกลอย จ.พังงา บนพื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราชพัสดุ และเมื่อเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ทอท.จะเร่งดำเนินการจัดหาและจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าในการลงทุน คาดว่าจะได้ที่ปรึกษาประมาณปลายปี 2566 และคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการศึกษาแผนประมาณ 8 เดือน
หลังจากการศึกษาแล้วเสร็จจะดำเนินการในขั้นตอนออกแบบรายละเอียดการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตพื้นที่ทั้งหมด วิธีการก่อสร้าง งบประมาณ และการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากนั้นจะนำเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เพื่อขออนุมัติดำเนินการและนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการในส่วนของขั้นตอนการศึกษา ออกแบบรายละเอียด และขั้นตอนการขออนุมัติอื่นๆ เพิ่มเติมต่อไป
คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในกระบวนการดำเนินการตั้งแต่การศึกษา ออกแบบ และขออนุมัติโครงการรวมทั้งสิ้นประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นจะดำเนินการในขั้นตอนเปิดประกวดราคาและดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี รวมระยะเวลาในการดำเนินโครงการทั้งหมดประมาณ 7 ปี นับจากปี 2567 ดังนั้น จึงคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573-2574
โดยที่การลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานอันดามันจะใช้เงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่ง ทอท.จะเป็นผู้ดำเนินการลงทุนเพียงรายเดียว เนื่องจากมีกระแสเงินสดเพียงพออยู่แล้ว ทั้งนี้ ในเบื้องต้นอยากพัฒนาให้เป็นท่าอากาศยานที่มี 2 ทางวิ่ง (รันเวย์) เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการรองรับอากาศยาน และสามารถรองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคน ซึ่งการลงทุนก่อสร้างนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในระยะแรกจะรองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคน ก่อนขยายในระยะที่ 2 ต่อไป
ทอท.ยังมีแผนลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2 วงเงินลงทุนประมาณ 70,000 ล้านบาทอีกด้วยโดยจะดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับท่าอากาศยานอันดามัน แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่จะมีความยากกว่า เนื่องจากที่ดินบริเวณ จ.พังงา ส่วนใหญ่เป็นที่ดินราชพัสดุ แต่ที่ดินบริเวณ จ.เชียงใหม่ บริเวณ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน ขนาดพื้นที่ประมาณ 5,000-6,000 ไร่ เป็นที่ดินเอกชน ส่งผลให้การจัดหาที่ดินมีความยากและล่าช้ากว่า ซึ่งในส่วนของการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2 แม้ดูเหมือนว่าจะมีอุปสรรคในเรื่องของการเวนคืนที่ดิน
แต่นายเศรษฐาเคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่า รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจสร้างสนามบินแห่งที่ 2 ให้สำเร็จเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว หลังเคยมีแนวคิดมาหลายรัฐบาล แต่ตอบไม่ได้ว่าทำไมรัฐบาลก่อนๆ จึงไม่สร้าง ซึ่งในการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลตั้งใจ จริงใจ ในการแก้ปัญหา และไม่ได้มาขายฝัน

