นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าสายงานการพาณิชย์ และพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตของลูกค้าประมาณ 10% ส่งผลให้มีจำนวนลูกค้ามาอยู่ที่ 3.1 ล้านราย สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่ไม่มีการเติบโต และถือว่าเป็นอัตราเติบโตที่สูงมากเมื่อเทียบกับรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยการเติบโตดังกล่าวมาจากสาเหตุที่ทรูวิชั่นส์มีการทำแพคเกจควบรวมบริการ(คอนเวอร์เจ้นท์) ร่วมกับทรูออนไลน์ และทรูมูฟเอช รวมทั้งได้ทำแพคเกจเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางล่างมากขึ้น ส่งผลให้สามารถขยายฐานลูกค้าในต่างจังหวัดได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2559 ทรูวิชั่นส์ ตั้งเป้ามีอัตราการเติบโตในเชิงรายได้ และจำนวนลูกค้าไม่น้อยกว่า 10% หรือคิดเป็นอัตราลูกค้า 3.8-3.9 ล้านคน
นายพีรธน กล่าวว่า จากกรณีที่ทางทรูวิชั่นส์ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล ไทยพรีเมียร์ลี เป็นเวลา 4 ฤดูกาล หรือจนถึงปี2564 นั้นล่าสุดได้ออกแพคเกจใหม่ “สนั่นบอลไทย” ใน 2 รูปแบบ คือ 1.สมาชิกรายเดือนราคา 299 บาท และ 2.กล่องขายขาดทรูดิจิตอลเอชดี2 ในราคา 1,690 บาท รับชมได้จนถึงสิ้นปี 2559 ซึ่งทั้ง 2 แพคเกจ รวมถึงสมาชิกเดิมตั้งแต่แพคเกจ ทรูสปอร์ แฟมมิลี ขึ้นไป จะสามารถรับชมฟุตบอลไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้ครบทั้ง 306 คู่ตลอดฤดูกาลแข่งขัน โดยคาดว่าแพคเกจนี้จะทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 300,000 ราย ภายในปีนี้ เนื่องจากในการสำรวจพบว่า ไทยแลนด์พรีเมียร์ เป็นรายการกีฬาทัวร์นาเม้นท์ประจำที่มีอัตราคนดูสูงที่สุดในประเทศไทย หรือคิดเป็น 29.13%ของจำนวนประชากร ซึ่งมากกว่ารายการกีฬาทัวร์นาเม้นท์ประจำ อันดับที่2 คือ ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ที่มีอัตราคนดูอยู่ที่ 21.8%ของประชากร จึงเชื่อว่ารายการดังกล่าวจะสามารถเจาะกลุ่มตลาดคนดูได้เป็นอย่างดี
นายพีรธน กล่าวว่า นอกจากนี้ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทาง บีอิน สปอร์ต (BeIN Sport) ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษในประเทศไทย ในฤดูกาล 2016-2017, 2017-2018 และ 2018-2019 เพื่อนำมาออกอากาศบนทรูวิชั่นส์ คาดสามารถรู้ผลการเจาจาได้ก่อนการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียรลีกฤดูกาล 2015-2016 จบลง หรือในเดือนพฤษภาคมนี้ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเจรจาได้สำเร็จเนื่องจากปัจจุบัน ทรูวิชั่นส์เป็นเบอร์1 ของผู้ให้บริการทีวีบอกรับสมาชิกในไทย และยังเป็นผู้ให้บริการเพียงรายได้ที่ปัจจุบันออกอากาศช่องรายการ บีอิน สปอร์ต
