กดปุ่มพักหนี้แลกใจเกษตรกร ตามรอย‘โมเดลทักษิณ’

2.10.23 | 12:17 น.
กดปุ่มพักหนี้แลกใจเกษตรกร ตามรอย‘โมเดลทักษิณ’ รัฐบาลของ นายเศรษฐา

รัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน ลุยทำผลงานรัวๆ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้ง 3 นัด

นัดแรก 13 กันยายน เห็นชอบมาตรการชุดใหญ่ ทั้งมาตรการลดค่าไฟฟ้าเหลือ 4.10 บาทต่อหน่วย มาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลเหลือไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร กรอบมาตรการลดน้ำมันเบนซิน กรอบมาตรการขึ้นค่าแรง กรอบมาตรการเงินดิจิทัลวอลเล็ต กรอบมาตรการพักหนี้เกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

นัดสอง 19 กันยายน ออกมาตรการลดค่าไฟลงอีกเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย และนัดสาม 26 กันยายน เคาะมาตรการพักหนี้เกษตรกร เริ่มบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

⦁พักหนี้แลกใจเกษตรกรกลุ่มแรก
โดย “มาตรการพักหนี้เกษตรกร” ถือเป็นมาตรการแรกๆ ที่ถูกจับตามอง เพราะเป็นการใช้งบประมาณเต็มรูปแบบเทียบกับความคุ้มค่า ต่างจากมาตรการลดค่าครองชีพค่าไฟ น้ำมัน ที่เน้นใช้ภาษีและเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

โดยมาตรการพักหนี้เกษตรกร ครม.มีมติเห็นชอบพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้เกษตรกรรายย่อย 3 ปี ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยผู้ที่อยู่ในเกณฑ์เข้าร่วมโครงการจะต้องมีต้นเงินคงเป็นหนี้คงเหลือทุกสัญญารวมกัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 ไม่เกิน 3 แสนบาทต่อคน มีสถานะเป็นหนี้ปกติ หรือเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ หนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ก็ได้

Advertisement

กรณีลูกหนี้ที่มีสถานะปกติ หากต้องการชำระหนี้ก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลสร้างแรงจูงใจในการลดหนี้ โดยเงินที่ชำระหนี้ครึ่งหนึ่ง จะได้รับการตัดชำระเงินต้นเพื่อให้มูลหนี้ลดลง ขณะที่ลูกหนี้ที่มีสถานะเป็นเอ็นพีแอลจะสามารถเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ได้ เมื่อได้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส.แล้ว และหากต้องการชำระหนี้ก็จะสามารถชำระเงินต้นได้ทั้งหมด 100% โดยไม่มีการนำไปตัดส่วนดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ลูกหนี้เกษตรกรที่เข้าเกณฑ์มีทั้งหมด 2.7 ล้านราย มูลหนี้รวม 3 แสนล้านบาท ครม.จึงอนุมัติวงเงินรวม 3 หมื่นล้านบาทตลอดโครงการ โดยในปีที่ 1 อนุมัติวงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ในการจ่ายดอกเบี้ยทดแทนเกษตรกร โดยใช้งบประมาณจากนโยบายกึ่งการคลัง มาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561

อย่างไรก็ดี นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. ได้ระบุว่า การพักหนี้ครั้งนี้จะไม่เหมือนกับโครงการพักหนี้ทั้ง 13 ครั้ง ใน 9 ปีที่ผ่านมา เนื่องจาก ธ.ก.ส.ได้เตรียมมาตรการคู่ขนาน สำหรับลูกหนี้ที่ไม่ประสงค์เข้าโครงการพักการชำระหนี้ ซึ่งมีเกือบ 40% ของลูกหนี้ทั้งหมดของธนาคาร ด้วยมาตรการจูงใจ ทั้งการทำโครงการชำระหนี้ดี มีโชค และการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ และยังรักษาวินัยทางการเงินของกลุ่มดังกล่าวไว้

อีกข้อแตกต่างสำคัญคือ ลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักชำระหนี้สามารถขอกู้เพิ่มเติมได้ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท เพื่อนำไปประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรเมื่อพ้นระยะเวลาการพักการชำระหนี้แล้วสามารถกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น

⦁ยึดโมเดลไทยรักไทย
สำหรับมาตรการพักหนี้เกษตรกรของแกนนำรัฐบาลเพื่อไทยนั้น เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลชุด นายทักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ออกมาตรการพักหนี้ ทั้งต้น ทั้งดอกเบี้ย ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 2544-2547 กำหนดพักหนี้เกษตรกร เฉพาะกลุ่มมูลหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาท และออกมาตรการลดภาระหนี้ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 3% ควบคู่ด้วย ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2547 มีเกษตรกรได้รับสิทธิราว 1.9 ล้านราย มูลหนี้ 7.54 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น พักหนี้ 8.78 แสนคน และลดภาระหนี้ 1.06 ล้านคนถือว่ามีอัตราใกล้เคียงกันที่ 49 ต่อ 50 โดยรัฐบาลจ่ายชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส.ไป 1.55 หมื่นล้านบาท

ต่อมารัฐบาลชุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย ได้ออกโครงการพักหนี้เกษตรกรที่มีหนี้ต่ำกว่า 5 แสนบาทต่อราย ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2557 มีเกษตรเข้าร่วมราว 8 แสนคน มูลหนี้ 6.3 หมื่นล้านบาท โดยรัฐบาลได้จ่ายชดเชยดอกเบี้ยประมาณ 1.59 ล้านบาท เวลานั้นมีงบประมาณคงเหลือ 521 ล้านบาท รัฐบาลจึงจัดสรรให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับฟื้นฟูอาชีพสมาชิกด้วย ถือเป็นอีกซิกเนเจอร์ของพรรคเพื่อไทย

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 1 (ปี 2557-2562) ได้หยิบยกมาตรการพักหนี้เกษตรกรออกมาใช้เช่นกัน โดยขยายเวลาการชำระหนี้เป็น 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561-31 กรกฎาคม 2564 ให้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. จำนวน 3.81 ล้านราย ส่วนภาระค่าใช้จ่ายให้ ธ.ก.ส.รับภาระ พร้อมออกมาตรการลดภาระดอกเบี้ย เฉพาะลูกค้าที่มีต้นเงินกู้ที่ไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561-31 กรกฎาคม 2562 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.ในอัตรา 2.50% ต่อปี ใช้งบประมาณราว 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมกันสามรัฐบาลก็ใช้งบไปกว่า 4 หมื่นล้านบาทแล้ว

⦁ยืมแบงก์รัฐรับภาระหนี้ไม่ขาดสาย
นโยบายข้างต้นต่างพึ่งพิงในมาตรา 28 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยเป็นเงินนอกงบประมาณก้อนหนึ่งที่รัฐบาลยืมมาจากรัฐวิสาหกิจ หรือให้ออกให้ก่อน ส่วนใหญ่คือสถาบันการเงินของรัฐ โดยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ได้ใช้งบมาตรา 28 จนทะลุเพดานไปแล้ว

เดิมทีคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังได้กำหนดอัตรายอดคงค้างของภาระหนี้ที่รัฐต้องชดเชยตามมาตรา 28 ไว้ที่ 30% ของงบประมาณประจำปี แต่ในช่วงปลายปี 2564 เกิดเหตุที่ต้องใช้เงินไปกับโครงการประกันรายได้เกษตรกร จึงขยายจาก 30% เป็น 35% และในช่วงสิ้นสุดปีงบ 2565 ได้ปรับเพดานลดลงจาก 35% เหลือ 32% ถึงปัจจุบัน ทำให้รัฐบาลเศรษฐาคาดว่าตัวเลขเงินก้อนนี้ยังอยู่ในกรอบ 32% และน่าจะเพียงพอต่อมาตรการพักหนี้เกษตรกร

อย่างไรก็ดี รัฐบาลเศรษฐายังเล็งนำเงินก้อน มาตรา 28 ไปใช้เป็นหนึ่งในแหล่งงบประมาณของโครงการดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาทด้วย ซึ่งต้องการงบถึง 5.6 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลอาจต้องขยายเพดานมาตรา 28 เป็น 45% จึงรองรับได้ทั้งก้อนได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่ารัฐบาลจะขยายมาตรา 28 หรือไม่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้เงินมาตรา 28 ส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ครม.ของรัฐบาลเศรษฐา ก็ได้รื้องบประมาณปี 2567 ใหม่ เพิ่มกรอบเป็น 3.48 ล้านล้านบาท จากเดิมรัฐบาลประยุทธ์ วางไว้ 3.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท มาจากประมาณการรายได้เพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท และอีกส่วน 1 แสนล้านบาท จะมาจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 6.93 แสนล้านบาท จากเดิมวางไว้ที่ 5.93 แสนล้านบาท

แนวทางนี้ดูแล้วไม่สอดคล้องกับแผนการคลังระยะกลางที่ต้องการลดการขาดดุลตามที่รัฐบาลเศรษฐาอนุมัติไว้ในการประชุม ครม.นัดแรกเลย

ได้แต่หวังว่า “พักหนี้เกษตรกร” รอบนี้จะทำให้เกษตรกรตัวจริงลืมตาอ้าปากได้!!