‘กสิกรไทย’ เผยเศรษฐกิจซึม ห่วงลูกหนี้กลุ่มโควิดอาการหนัก ทำหนี้เสียโตพุ่ง 40%
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นสิ่งที่ยังเป็นน่ากังวล ซึ่งข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) โดยเฉพาะแนวโน้มการเร่งตัวของหนี้รหัส-21 หรือหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น โควิด-19 โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ ในไตรมาสที่ 2/2566 (เดือนมกราคม-มิถุนายน) มีอัตราเร่งตัวเพิ่มขึ้นถึง 40% โดยมูลหนี้ปัจจุบันอยู่ที่ 3.34 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.35 หมื่นล้านบาท
ขณะที่พิจารณาเป็นรายเดือน หนี้เสียมีอัตราเร่งตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% โดยเดือนมิถุนายนตัวเลขอยู่ที่ 3.34 หมื่นล้านบาท และในเดือนกรกฎาคมอาจเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 หมื่นล้านบาท เบื้องต้น คาดว่าทิศทางจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแออยู่ สะท้อนได้จากยอดขายรถยนต์ในประเทศที่ยังหดตัวต่อเนื่อง
นายบุรินทร์กล่าวว่า มองไปข้างหน้าแนวโน้มหนี้เสียยังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกับลูกหนี้ชั้นดี หรือลูกหนี้ที่ก่อนจะเป็นลูกหนี้รหัส 21 สะท้อนว่าสภาพเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างที่ต้องการ ทำให้คนที่มีวินัยทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นความน่ากังวล โดยในอนาคตนโยบายรัฐบาลอาจต้องเข้ามาช่วยคนกลุ่มนี้ได้มากขึ้น
“มาตรการของรัฐอาจจะไม่ใช่มาตรการพักหนี้ แต่จะเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับกลุ่มลูกหนี้รหัส 21 เพราะเป็นกลุ่มที่เจอวิกฤตโควิดจึงทำให้เป็นปัญหา และที่ผ่านมาชำระหนี้มาโดยตลอด ดังนั้น รัฐต้องช่วยกลุ่มนี้เป็นหลัก เพราะไม่ได้เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหามาตั้งแต่แรก” นายบุรินทร์กล่าว
ทั้งนี้ หนี้เสียของลูกหนี้ รหัส 21 โดยภาพรวม ณ ไตรมาส 2/2566 มีหนี้เสียอยู่ที่ 3.7 แสนล้านบาท คิดเป็นจำนวนรายลูกหนี้ 3.4 ล้านคน และมีจำนวนบัญชีอยู่ที่ 4.9 ล้านบัญชี ประกอบด้วย สินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลหนี้อยู่ที่ 5.7 หมื่นล้านบาท สินเชื่อรถยนต์ 3.34 หมื่นล้านบาท สินเชื่อบัตรเครดิต 2 พันล้านบาท สินเชื่อส่วนบุคคล 8.7 หมื่นล้านบาท สินเชื่อเพื่อการเกษตร 6.93 หมื่นล้านบาท และอื่นๆ 1.24 แสนล้านบาท
น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลอาจเลือกเลือกใช้การพักชำระหนี้กลุ่มเช่าซื้อรถยนต์มองว่าไม่ได้ช่วยลูกหนี้มากนัก เนื่องจากรูปแบบของมาตรการ หากมีการพักชำระหนี้ 3 ปี จะทำให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้ได้ยากขึ้น หรืออาจทำให้ระยะเวลาการชำระหนี้ยาวออกไปจากเดิม โดยปกติช่วงการชำระหนี้ของสินเชื่อรถยนต์สูงสุดที่ 6 ปี หากยืดหนี้ออกไปจะปิดหนี้ช้าลง อีกทั้งถ้าจบมาตรการลูกหนี้เสี่ยงจะนำเงินมาชำระสมทบในช่วงที่หายไปยากขึ้น ซึ่งสิ่งที่สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้เหมาะสมควรจะเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้
ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลเลือกใช้มาตรการพักชำระหนี้โดยไม่มีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยรองรับ เชื่อว่ากลุ่มผู้ให้สินเชื่อ ทั้งสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ระบบธุรกิจอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีการหยุดรายได้ของธุรกิจในส่วนนี้ไป โดยเฉพาะกลุ่มนอนแบงก์หลายแห่งหันมารุกตลาดเช่าซื้อรถยนต์มากขึ้น เนื่องจากสามารถสร้างรายได้จากดอกเบี้ยที่มีอัตราอยู่ในระดับสูงได้
“หากมีการพักหนี้กลุ่มรถยนต์อาจทำได้ในวงจำกัด หรือทำได้ในกลุ่มลูกหนี้รหัส 21 แต่มองว่าไม่ควรทำ เพราะการพักหนี้อาจทำให้ลูกหนี้ขาดวินัยทางการเงิน และสุดท้ายการนำเงินมาชำระหนี้จะยากขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่ควรทำมากกว่า เพราะลูกหนี้ยังอยู่ในระบบการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง” น.ส.ธัญญลักษณ์กล่าว

