ผู้ผลิตหนังเทียม แตกไลน์บุกธุรกิจอสังหาฯเพื่อเช่า ผุด เดอะสเฟีย คอมมูนิตี้มอลล์ จุดเช็กอินใหม่ย่านเพชรเกษม
น.ส.อัญรินทร์ ชลสายพันธ์ ผู้จัดการ บริษัท ภูมิพัฒน์ แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกผ้าหนังเทียม และผู้พัฒนาโครงการ เดอะสเฟีย เพชรเกษม เปิดเผยว่า หลังจากที่ครอบครัวทำธุรกิจหนังเทียมมานาน จึงมองหาธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง กอปรกับมีผู้นำโครงการอพาร์ทเมนต์ให้เช่ามาเสนอขาย จึงตัดสินใจเข้ามาลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันมีอยู่ 3 โครงการ คือ กทม. 1 โครงการ สมุทรสาคร 1 โครงการและย่านศาลายา 1 โครงการ ซึ่งผลตอบรับการเช่าค่อนข้างดี โดยแต่ละที่จะมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่างกัน โดยในกทม.และศาลายา จะเน้นนักศึกษา ส่วนที่สมุทรสาคร เป็นเน้นพนักงานกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งในย่านดังกล่าวตลาดเช่ายังมีโอกาสสูง เนื่องจากบริษัทคิดค่าเช่าในราคาที่จับต้องได้ จึงทำให้มองหาทำเลใหม่ที่จะพัฒนาในอนาคตด้วย

น.ส.อัญรินทร์กล่าวว่า อย่างไรก็ตามล่าสุดได้มีการนำที่ดินย่านเพชรเกษม จำนวน 18 ไร่(จากทั้งหมด 30ไร่) มาพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ย่านภายใต้ชื่อโครงการ เดอะ สเฟีย เพชรเกษม ด้วยเงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท พื้นที่เช่าประมาณ 11,000 ตารางเมตร ตั้งเป้าเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ย่านเพชรเกษตร-อ้อมน้อย เนื่องจากย่านดังกล่าวไม่มีพื้นที่ค้าปลีกในลักษณะนี้เลย โดยปัจจุบันการก่อสร้างโครงการคืบหน้าไปแล้วกว่า 40% และคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 3 ปีหน้า ซึ่งโครงการดังกล่าวหวังเป็นแลนด์มาร์คสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในย่านนั้น โดยภายในโครงการจะเน้นพื้นที่ฟู้ดคอร์ทประมาณ 70% ซึ่งจะมีทั้งซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ยังไม่มีในย่านนั้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาอยู่ และอีก 30% เป็นส่วนนอนฟู้ด เช่น ไลฟ์สไตล์ เวลเนท แหล่งการเรียนรู้ ส่วนอัตราค่าเช่านั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 600-700 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

“กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ จับกลุ่มลูกค้าตั้งแต่ระดับบีขึ้นไป กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก เจ้าของกิจการในย่านนั้น พนักงาน โดยตั้งเป้าค่าใช้จ่ายต่อบิลต่อครั้งประมาณ 300-400 บาท ทั้งนี้ในส่วนของอาหารนั้น จะมีทั้งที่เป็นร้าน และเป็นฟู้ดคอร์ท เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย แต่เน้นความอร่อยและคุ้มค่าสำหรับผู้ที่มาใช้บริการ” น.ส.อัญรินทร์กล่าวและว่า ทั้งนี้ปัจจุบันคนในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ กทม. นครปฐม และสมุทรสาคร ยังไม่มีพื้นที่สำหรับแฮงค์เฮ้าท์ ส่วนใหญ่จะฝากท้องไว้กับสถานีบริการน้ำมัน ดังนั้นเมื่อโครงการเราเกิดขึ้นจึงเชื่อว่าจะสามารถตอบสนองคนกลุ่มนี้ได้ โดยบริษัทตั้งเป้าจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการนั้นในช่วงที่เปิดใหม่ๆ ตั้งเป้า 1,000-2,000 คนต่อวัน และปีถัดไปจะเพิ่มเป็น 3,000 คนต่อวันในช่วงวันธรรมดา ส่วนวันหยุดคาดว่าอาจจะถึง 5,000 คนต่อวัน คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 7-8 ปี
น.ส.อัญรินทร์กล่าว่า สำหรับเฟสที่ 2 หรือที่ดินที่เหลืออยู่อีก 12 ไร่นั้นคาดว่าจะพัฒนาหลังจากที่เฟสแรกเปิดให้บริการไปแล้วประมาณ 3-4 ปี ส่วนจะพัฒนาเป็นรูปแบบไหนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากต้องดูผลตอบรับของลูกค้าในเฟสแรกก่อน

อย่างไรก็ตามการที่บริษัทเน้นที่จะพัฒนาโครงการเพื่อเช่ามากกว่าเพื่อขายนั้น เนื่องจากมองว่า กินไปได้นาน เพราะยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินอยู่ แต่อย่างไรก็ตามหากมีที่ดินที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาโครงการเพื่อขายก็พร้อมที่จะนำมาพัฒนาเช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องรอให้คู่แข่งในตลาดลดลดลงก่อน เพราะปัจจุบันที่ดินค่อนข้างหายาก ดังนั้นการเก็บที่ดินไว้จึงไม่เป็นปัญหา

