หน้าแรก เศรษฐกิจ คุ้มครองผู้บร...

คุ้มครองผู้บริโภค ช่วยผู้ผลิตไทยสู้ศึกสินค้าต่างชาติบุก!!

2.10.23 | 12:15 น.

คุ้มครองผู้บริโภค ช่วยผู้ผลิตไทยสู้ศึกสินค้าต่างชาติบุก!!

ยังคงเป็นประเด็นร้อนกรณีสินค้าต่างประเทศที่มีราคาถูกเข้าบุกตลาดไทย โดยเฉพาะสินค้าจีน เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ขยายตัวได้ไม่ดีอย่างที่คิด กำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัว สินค้าจีนบางชนิดไม่สามารถจำหน่ายในอเมริกาและยุโรปได้ ส่งผลให้จีนหันมาเจาะตลาดในทวีปเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงประเทศไทย ซึ่งภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียน-จีน และความนิยมในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ข้ามประเทศ ยิ่งช่วยส่งเสริมให้สินค้าจีนไหลเข้ามาไทยมากขึ้น และส่วนใหญ่ไม่มีมาตรฐานความปลอดภัย

ปัญหาสินค้าจีนทะลักนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง เบื้องต้นมี 20 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้รับผลกระทบจากการที่จีนมีการส่งสินค้าเข้ามาแข่งขันด้านราคาในตลาดไทยมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการไทย หากรัฐบาลยังไม่มีการออกมาตรการป้องกันอย่างเร่งด่วน อาจลามไปถึง 30 กลุ่มอุตสาหกรรมได้

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนตีตลาด อัตรานำเข้าสินค้าจากจีนขยายตัวมากกว่า 10% ประกอบด้วย 1.เครื่องจักรกลโลหะการ 2.เครื่องจักรกลการเกษตร 3.ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 4.เฟอร์นิเจอร์ 5.เครื่องมือแพทย์ 6.เคมี 7.แก้วและกระจก 8.อาหารและเครื่องดื่ม (เนื้อสัตว์) 9.อัญมณีและเครื่องประดับ 10.เยื่อและกระดาษ 11.การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ 12.ยานยนต์ 13.ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ 14.ไม้อัด ไม้บาง 15.เซรามิก 16.หัตถกรรมสร้างสรรค์ 17.หล่อโลหะ 18.เหล็ก และอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าจีนตีตลาด อัตรานำเข้าสินค้าจากจีนขยายตัว 5-10% ประกอบด้วย 1.พลาสติก 2.ปิโตรเคมี

เหล่านี้ได้สร้างความกังวลให้กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดหน้าสะท้อนปัญหา ส่งสารถึงรัฐบาลตั้งแต่ช่วงรัฐบาลรักษาการ จนถึงปัจจุบันของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

Advertisement

ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาสินค้าจีนทะลัก!!

ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ไตรมาส 2/2566 (พฤษภาคม-กรกฎาคม) จีนมีการส่งสินค้ามาขายในไทยมีมูลค่าขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2566 (มกราคม-มีนาคม) อาทิ เครื่องประดับ ขยายตัว 36.01% เครื่องจักรกลฯ ขยายตัว 17.48% เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งบ้าน ขยายตัว 16.68% แก้วและกระจก ขยายตัว 14.68% ผลิตภัณฑ์กระดาษ ขยายตัว 14.44%

ดังนั้นภาคเอกชน จึงต้องการเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าจีนทะลัก โดยแบ่งเป็นประเด็นหลักๆ คือ 1.ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาห กรรม (กมอ.) เร่งออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อป้องกันสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ 2.สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ควรเข้มงวดในการตรวจจับสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

3.จากปัญหาสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ไม่เกิน 1 หมื่นบาท ไม่เสียภาษี กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สินค้าจีนเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นภาครัฐควรเข้าไปกำกับดูแลการสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ โดยอาจทบทวนเงื่อนไขและอัตราภาษี ในกรณีที่มีการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (อี-คอมเมิร์ซ) และ 4.ภาครัฐควรดูแลต้นทุนของผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนของการผลิตและการขายของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

ล่าสุดไม่เพียง ส.อ.ท. แต่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ยังเทกแอ๊กชั่นแสดงความกังวลต่อสถานการณ์สินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานทะลักเข้าไทย โดยต้องการให้ สมอ.และกรมศุลกากรเข้ามาตรวจเข้ม เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภค และลดผลกระทบ
ผู้ประกอบการในประเทศ

ประเด็น สมอ.เด้งรับเอกชนกังวลสินค้าถูก ไร้มาตรฐานทะลักไทย ตรวจเข้มขึ้น รับมีเล็ดลอดผ่านหนองคาย นครพนม มุกดาหาร หารือแพลตฟอร์มดัง ลาซาด้า ช้อปปี้อีกรอบ สกัดของห่วยขายบนออนไลน์ พร้อมถกกรมศุลฯ-ส.อ.ท.แก้ปัญหาเข้มข้น

สอบถามข้อมูลไปยังหน่วยงานด้านมาตรฐานของประเทศ คือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดย “บรรจง สุกรีฑา” เลขาธิการ สมอ. ให้ข้อมูลว่า สมอ.ไม่นิ่งนอนใจ เดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างเต็มที่

เลขาฯบรรจงระบุว่า กรณีดังกล่าว สมอ.ได้เพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบการนำเข้า การผลิต การจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ภาคบังคับ หรือ มอก.ภาคบังคับ ทั้ง 145 รายการเข้มข้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังเดินหน้าให้ความรู้ผู้บริโภคให้เลือกใช้สินค้าที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านการทำงานของเจ้าหน้าที่ สมอ.และอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ

รวมทั้งให้ความรู้ร้านค้าผู้จำหน่ายสินค้าต่างๆ ให้เข้าใจถึงความสำคัญของมาตรฐาน มอก.บนสินค้า ผ่านโครงการร้าน มอก. และ โครงการตลาดแห่งนี้น่าซื้อ ขายสินค้าได้มาตรฐาน มอก.  เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการจำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐาน ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. จำนวน 145 รายการ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

รวมทั้งเฝ้าระวังไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศ โดยเป็นการดำเนินการทั้ง 2 ส่วนควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังเน้นตรวจจับตั้งแต่โรงงานการผลิต หรือโรงงานที่มีการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาขายในประเทศไทย เป็นการตรวจตั้งแต่ต้นทาง

“สมอ.จะประสานกับกรมศุลกากรในการตรวจสอบ ตรวจจับสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และหารือร่วมกับ ส.อ.ท. เพื่อแก้ปัญหาอย่างเข้มข้นในประเด็นนี้ต่อไป จากปัจจุบันผู้บริหาร สมอ. และตัวแทน ส.อ.ท.ได้หารือประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่องกันอยู่แล้ว”

เลขาฯบรรจงกล่าวต่อว่า ล่าสุดจากการตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานเข้ามาขายในประเทศไทย พบว่า การลักลอบขนสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานของต่างประเทศ จะลักลอบเข้ามาทางตะเข็บชายแดน โดยเฉพาะแถบชายแดนหนองคาย นครพนม มุกดาหาร มีการลักลอบเข้ามามากสุด บางครั้งจะขนผ่านรถบรรทุกขาไปเป็นตู้ว่าง ขากลับขนของเข้ามาเต็มคัน ทำกันเป็นกระบวนการ

“ที่ผ่านมา สมอ.จึงได้ร่วมกับกรมศุลกากร ใช้ระบบเอ็นเอสดับบลิว ในการเชื่อมโยงข้อมูลในการนำเข้า ส่งออก ตรวจสอบการนำเข้าสินค้า รวมทั้งสุ่มตรวจสินค้าที่ด่านศุลกากรทั่วประเทศ อาทิ อรัญประเทศ ช่องเม็ก แม่สาย แม่ฮ่องสอน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าเรือคลองเตย และแหลมฉบัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้ามาจำหน่าย เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคในประเทศ”

เลขาฯบรรจงระบุอีกว่า นอกจากนี้ทาง สมอ.เตรียมหารือร่วมกับแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ชื่อดัง อาทิ ช้อปปี้ ลาซาด้า ให้เข้มข้นขึ้น โดยจะขอความร่วมมือให้จำหน่ายสินค้าที่ได้มาตรฐานทั้ง 145 สินค้าเป็น มอก.ภาคบังคับเท่านั้น หากร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานขอให้ถอดออกจากแพลตฟอร์ม ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือ แต่ก็ต้องหารือกันอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีข้อร้องเรียนจากผู้บริโภคอยู่

โดยที่ผ่านมา สมอ.เข้มงวดจับกุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานต่อเนื่อง ปีงบประมาณ 2566 สมอ.ได้ยึดอายัดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มูลค่ารวมทั้งสิ้น 209,724,704 บาท (ข้อมูล ณ ตุลาคม 2565-กันยายน 2566)

โดยแบ่งเป็นประเภท ดังนี้ สินค้าประเภทเหล็ก วัสดุก่อสร้าง และยานยนต์ มูลค่ายึดอายัด 147,886,546 บาท สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่ายึด อายัด 51,606,259 บาท สินค้าอุปโภคบริโภค มูลค่ายึดอายัด 10,231,899 บาท

เลขาฯบรรจงกล่าวทิ้งท้ายว่า ล่าสุด น.ส. พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนดให้เรื่องนี้เป็นนโยบายเร่งด่วน ดังนั้น สมอ.จะทำงานให้เข้มข้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตไทย และคุ้มครองผู้บริโภคคนไทยให้ดีที่สุด