โบรกระดมหั่นจีดีพีปี’66 โตเหลือ 2.85% ให้เป้าหุ้นสูงสุดแค่ 1,606 จุด ดัชนีแทบไม่ไปไหน
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 26 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนในไตรมาส 4 ปี 2566 ภายใต้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปี 2566 ปรับขึ้นจากจาก 80.53 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาเป็น 83.02 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีไทยปี 2566 จากเดิมอยู่ที่ 3.38% ลดลงมาเหลือ 2.85% ส่วนปี 2567 คาดว่าจะบวกได้ที่ 3.56% โดยปัจจัยบวกที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปีนี้ คือ 100% เป็นผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปี 2567 รองลงมา 73.08% เป็นเศรษฐกิจภายในประเทศ (ที่กำลังจะฟื้นตัว) และปัจจัยทางการเมืองในประเทศและ 57.69% เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ส่วนปัจจัยด้านลบ ได้แก่ การเมืองในต่างประเทศ 80% รองลงมาคือเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอ 68% เศรษฐกิจโลก 64% และทิศทางดอกเบี้ยในประเทศ 60%

นายสมบัติ กล่าวว่า คาดการณ์จุดสูงสุดของดัชนีหุ้นไทยช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2566 เฉลี่ยที่ระดับ 1,619 จุด ส่วนจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,468 จุด และเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2566 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,606 จุด ลดลง 34 จุดจากระดับคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า อยู่ที่ 1,630 จุด โดยคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (อีพีเอส) ปี 2566 ของตลาดเฉลี่ยที่ 89.04 บาท ปรับลดจากครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 93.21 บาทต่อหุ้น และครั้งนี้คาดการณ์ EPS Growth ของปี 2566 อยู่ที่ 6.51% ส่วนคาดการณ์อีพีเอสปี 2567 ของตลาดเฉลี่ยจะขึ้นไปที่ 99.47 บาท และคาดว่า EPS Growth ของปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 12.03% โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็น เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 14.80% กองทุนตราสารหนี้ 21.20% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 25.68% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 24.12% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 7.7% กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.5%
“คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ในปี 2567 มีนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ถึง 77.28% ที่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2.50% รองลงมามี 9.09% มองว่าจะลงไปที่ 2.25% แต่มี 9.09% เท่ากันมองสวนว่ายังจะขึ้นต่อไปที่ 2.75% และมีผู้ตอบ 4.55% มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปอยู่ที่ 3%” นายสมบัติ กล่าว
นายสมบัติ กล่าวว่า นักวิเคราะห์แนะนำไปยังรัฐบาลใหม่เกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับผลกระทบทางงบประมาณ โดยส่วนใหญ่เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็นการลงทุนภาครัฐที่สนับสนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Land Bridge ถัดมาคือด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ นโยบายกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ ประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย ดึงเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาในอุตสาหกรรม New S Curve และเสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชน ได้แก่ เร่งพัฒนาแรงงานไทย กระตุ้นการจ้างงาน ลดการแจกเงินทั่วไป เพิ่มการแจกเงินเฉพาะกลุ่มรวมถึงช่วยเหลือภาระหนี้ของเกษตรกร ข้าราชการด้วย
นายสมบัติ กล่าวว่า ความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศและกองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำให้ลงทุน กองทุนเทคโนโลยี กองทุนรวมกลุ่มประเทศอาเซียนจากศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง ส่วนการลงทุนหุ้นไทย แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจ ค้าปลีก พาณิชย์ การแพทย์ และการท่องเที่ยว ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจ Finance (non-bank) ปิโตรเคมี โดยรายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 5 สำนักขึ้นไป ได้แก่ 1.ADVANC 2.AOT 3.BDMS 4.CPALL และ 5.TOP ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้น DELTA เนื่องจาก ราคาเกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก และกลุ่มหุ้นที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายภาครัฐและต้นทุนพลังงาน

