บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ เปิดแผนบันได 3 ขั้น หวังรับรู้ Megatrend การใช้บรรจุภัณฑ์ในตลาดโลก บรรลุบันได้ขั้นที่สองแล้ว เดินหน้าสู่บันไดขั้นที่สาม เฟ้นหาพาร์ตเนอร์ ขีดเป้ารายได้ ปี’70 แตะระดับ 6 พันล้าน ส่วนปีนี้เกิน 1.8 พันล้าน
ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) (SFLEX) เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์บันได 3 ขั้น เริ่มด้วยบันไดขั้นที่ 1 คือการ Joint Venture กับกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ที่มีการวางจำหน่ายสินค้าไปทั่วโลก ซึ่งภายหลังการ Synergy ทำให้ SFLEX สามารถรับรู้ Megatrend ของการใช้บรรจุภัณฑ์อาหารจากลูกค้าของหุ้นส่วนทั่วโลก และมองเห็นโอกาสการเติบโตในตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารได้อีกมาก พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และก้าวสู่การเป็นผู้นำบรรจุภัณฑ์ด้านอาหารในระยะเวลาอันสั้น
บันไดขั้นที่ 2 คือ การจับมือกับบริษัทบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดการ Synergy ในหลายมิติ ทั้งเป็นการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าบรรจุภัณฑ์ให้มากขึ้น สร้างโอกาสของผลิตภัณฑ์เดิมที่จะขยายสู่ตลาดโลก โดยผ่านฐานลูกค้าเดิม สามารถใช้ความได้เปรียบเชิงพื้นที่ (Locational Advantage) ในการจัดหาแหล่งวัตถุดิบต้นทุนต่ำ และสุดท้ายเกิดความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนในอนาคต
และที่สำคัญ บันไดขั้นที่ 3 คือ การหา Partner ที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ เพื่อสร้างนวัตกรรมในการผลิตและวัตถุดิบที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายของบริษัทในการสร้าง Common Spec ของวัตถุดิบที่สามารถใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวัตถุดิบ และสุดท้ายบริษัทสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบได้ในระยะยาว
“ปัจจุบันบริษัทเดินทางผ่านบันได 2 ขั้นเรียบร้อยแล้ว และกำลังมุ่งหน้าสู่ขั้นที่ 3 โดยเดินหน้าศึกษาหาบริษัทต้นน้ำที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากบรรลุจุดมุ่งหมายทั้ง 3 ขั้นแล้ว เชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านภายในปี 2570 นำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตอย่างถาวร” ดร.สมโภชน์กล่าว
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2566 ดร.สมโภชน์กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถเดินทางสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยคาดการณ์รายได้อยู่ที่ประมาณ 1,800-1,850 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากกลยุทธ์การขยายตลาดเชิงรุกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ให้มาร์จิ้นสูง อีกทั้งการวางแผนบริหารพอร์ตสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ บริหารจัดการวัตถุดิบอย่างเป็นระบบร่วมกับ Supplier ทั้งในและต่างประเทศไว้อย่างดี ประกอบกับกำลังการผลิตที่สูงขึ้นจะช่วยลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยอีกด้วย

